2008/May/23

โอ๊ย ช่วงนี้งานยุ่งหลาย ๆ ค่ะ เพราะวัน ๆ มัวแต่กิน ๆ นอน ๆ หาขนม อ่านการ์ตูน พอมาอยู่หน้าจอก็เปิดงานมาจิ้ม ๆ เขี่ย ๆ แล้วหันไปวาดรูปบ้าง ไปมุงเว็บบอร์ดบ้าง ไปรังแกอบรมเด็กไม่มีมารยาทการเล่นเน็ตบ้าง (ตัวเองทำตัวเองนี่....เอิก) ทำให้เกิดปรากฏการณ์ไฟนรกลนก้นอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่ไปมุงมา คือเรื่องที่มีคนเขียนไว้ใน exteen นี่แหละค่ะ ว่าด้วยเรื่อง Hi5

เรื่องที่คุณหมอพูดก็คือ
แอบดูรูปในHi5 โดยที่เจ้าของไม่อนุญาต มันคือเรื่องที่ถูกต้อง(หรือ?)

มี 2 entries นะคะ ลองเข้าไปอ่านดู

http://mor-maew.exteen.com/20080521/hi5 - อันนี้เกริ่นนำ
http://mor-maew.exteen.com/20080522/hi5-2 - อันนี้เข้าเรื่อง

อ่านแล้วรู้สึกว่า.... คนแบบนี้ก็มีด้วย!?

ความสอดรู้สอดเห็น ต้องการฝ่าฝืนเรื่องที่เขาห้าม ต้องการรู้เรื่องที่คนอื่นซุกซ่อน อาจเป็นคุณสมบัติที่หลาย ๆ คนมี แต่ที่ทำให้เราอัศจรรย์ใจก็คือ เขาเป็นแบบสุดโต่ง ถึงขนาดเชื่อฝังหัวว่าสิ่งนั้นถูกต้องและชอบธรรมทุกประการ และที่ทำให้เรารำพึงว่า "คนแบบนี้ก็มี...." ไม่ใช่แค่เรื่องนี้ค่ะ แต่เป็นทุกอย่างโดยรวม ทั้งทัศนคติ การแสดงออก คำพูดคำจา การกระทำที่ปรากฏ ลักษณะการอวดอ้างตนและเหมือนจะมีนัยยะเหยียดหยามคนอื่นอยู่กลาย ๆ รวมทั้งในคอมเมนท์ที่มาตอบในบทความตอนที่ 2 ด้วย (ถ้าเป็นตัวจริงนะ) ซึ่งเขาตอบว่า ขอบคุณที่ช่วยโปรโมทเว็บให้ (เอ๊า.... ดูสิ ไม่มีสลด)

แล้วอีกอย่างที่ทำให้ตะลึงก็คือพอดีลอง search อากู๋ดูค่ะ เจอข้อความที่เขา (ถ้าเป็นตัวจริง) เหมือนจะเขียนโต้ตอบหมอแมว (แต่ตอนนี้คงลบ หรือไม่ก็เปลี่ยนเป็นดราฟท์ไปแล้ว เพราะคลิกจากผลอากู๋แล้วอ่านไม่ได้) มีข้อความตอนหนึ่งบอกประมาณว่า ที่เค้าทำเว็บมาให้พวกเราดูเนี่ย เงินทองก็ไม่ได้ เป็นบุญคุณมากมาย ขอให้สำนึกไว้บ้าง ไม่ใช่กินบนเรือนขี้บนหลังคา ฯลฯ)

(ไม่มีข้อความต้นฉบับค่ะ เพราะเมื่อกี้ลองหาอีกทีจะเข้าไปดู cached ปรากฏว่าเข้าไม่ได้แล้ว)

อ่านแล้วก็แบบ.... เออเฮ้ย คนเราอะนะ ไม่ได้คิดสำนึกเลยว่าตัวเองทำเรื่องไม่ดี น่ารังเกียจ แต่(ยังมีหน้า) มาทวงบุญคุณ แต่ถ้าจะนับแบบนั้นจริง ๆ ล่ะก็....ยังไงคุณก็แพ้เรื่องปริมาณแหละ ต่อให้คนที่เคยใช้เว็บนั้นทุกคน ไปซาบซึ้งบุญคุณของเขา (เราเชื่อว่าคงมีหลายคนที่ไม่เคยใช้ แต่พอเห็นมันฉาวก็ลองเข้าไปดูเพื่อพิสูจน์ว่าจริงมั้ย อาจจะดูแล้วชอบหรือใช้ต่อ หรือดูแล้วเบื่อเลยเลิกใช้ หรือดูแล้วรังเกียจจนต้องสาปแช่ง เราก็ไม่สามารถแบ่งออกมาเป็นจำนวนที่แน่นอนได้) แต่คนที่ไม่ได้ใช้ และไม่แม้แต่คิดจะลองอย่างอิฉัน คงมีสิทธิ์ด่า ประณาม แพร่ข่าว รังเกียจ และทำหน้ายี้ใส่สินะ

จัดให้ค่ะ.... ยี้!!! คนอะไรน่ารังเกียจที่สุด การกระทำทุเรศมาก ๆ ขอบอก! แหวะ

ที่จริงเราเห็นด้วยกับหมอแมวและหลาย ๆ คน ว่าเราควรระวังเวลาอัพภาพอะไรใส่อินเทอร์เน็ต เพราะต่อให้มีระบบป้องกันยังไง ถ้าคนมันจะเลวมันจะเจาะ ยังไงมันก็ต้องพยายามเจาะ และอาจจะทำสำเร็จด้วย

แต่การที่เจ้าของภาพสะเพร่าเอง (ที่อัพภาพใส่ในนั้น) ก็ไม่ได้ทำให้การแอบดู (เพื่อจุดประสงค์หื่น ๆ) มันกลายเป็นเรื่องถูกขึ้นมาได้

สมมติ....เอาเรื่องใกล้ตัวและง่าย ๆ ก็แล้วกัน 

การที่ผู้หญิงใส่กระโปรงสั้น หรือใส่เสื้อคอลึก อาจเป็นการไม่ระวังตัว ไม่รอบคอบ และสะเพร่าเอง

ถ้าก้มแล้วใครเห็นชั้นใน ก็คงเป็นความผิดของผู้หญิงคนนั้น

แต่การที่เขาไม่ได้ก้ม แต่มีไอ้หื่นคนนึงไปยืนใต้บันไดเพื่อส่องกางเกงในเขา หรือเจตนาไปยืนชะโงกดูจากมุมบนเพื่อดูร่องอก แล้วยังสะกิดเพื่อนข้าง ๆ ให้ดูด้วย.... หรืออาจทำถึงขนาดแล้วยังถ่ายรูปเก็บไว้ (ด้วยอารมณ์มือบอน หรือต้องการที่ระลึก หรือต้องการเอาไปอวดคนอื่น ก็ไม่ทราบได้) ในมุมมองคนนอกอย่างเรา จะดูยังไงไอ้หื่นคนนี้ก็ชั่วและน่ารังเกียจค่ะ

เทียบให้เห็นภาพแบบนี้ คงชัดนะคะ

 

ส่วนเราเอง ในฐานะคนที่มี HI5 แต่ไม่เคยและไม่คิดจะอัพภาพหลุด ภาพโป๊ ภาพวาบหวิว หรือภาพลับ.... แต่ก็เข้าใจความรู้สึกถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวแบบนี้ดี

อย่างถ้าสมมติเวลาเราอัพภาพสาธารณะ ปรกติจะอัพภาพมุมไกล หรือภาพที่แต่งหน้าแต่งคอส ไม่ก็ภาพใส่แว่นกันแดด เพื่อไม่ให้ใบหน้ามันชัดเจนเกินไป เอาไว้แค่ให้คนรู้จักเห็นแล้วรู้ทันทีว่าเป็นเรา (เพื่อประโยชน์ในการ add เพื่อน แล้วให้เพื่อนดูก่อนตกลงได้) ส่วนภาพที่เห็นชัด ๆ หรือเห็นสภาพความเป็นไปรอบตัวมากเกินไป เช่นภาพถ่ายที่เห็นบ้าน เห็นถนนหน้าบ้าน เห็นว่าบ้านอยู่ไหน เห็นหน้าแฟน หน้าคนในครอบครัว เราก็ไม่อยากให้มนุษย์หรือมนุษย์ต่างดาวคนไหนที่เราไม่รู้จักได้เห็นอ่ะ (ระดับความหวงของแต่ละคนไม่เหมือนกันนะคะ) ถ้าเราอัพภาพแบบนั้นก็จะอัพแบบระวังเป็นพิเศษ หรือส่งให้คนรู้จักหรือคนสนิทเท่านั้นดู

หรือถ้าให้ยกตัวอย่างฮา ๆ หน่อย สมมติเรามีรูปน่าอายที่ถ่ายไว้ตอนงานเลี้ยงรุ่น เช่น เอาถาดครอบหัว ทำหน้าเหมือนลิง เอาตะเกียบคาไว้ในจมูก พลางคาบช้อน 2 คัน.... แล้วอยากใส่ใน HI5 หรือที่อื่นเพื่อให้เพื่อนเท่านั้นสามารถเห็นได้ แล้วมันมีไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้เสร่อเจาะเข้ามาดูโดยที่เราไม่ได้ยินยอมหรืออนุญาตอ่ะ....

ถ้าเรารู้เข้าคงอยากฆ่าคนเจาะนะคะ

อารมณ์ถูกละเมิดความเป็นส่วนตัว ผสมความอายอ่ะเนี่ยแหละ ก็ใครทีไหนก็ไม่รู้มาเห็นภาพอุบาด ๆ ของตู มันต้องฆ่าทิ้ง(ปิดปาก)สถานเดียว แง่ง!!!

ถ้าอย่างไร ใครได้อ่านบทความของหมอแมวแล้ว ก็เอาไปบอกพ่อแม่พี่น้อง เพื่อนสนิท มิตรสหาย หรือใครก็ตามที่รู้จักและใช้ไฮไฟฟ์นะคะ ว่าพึงระวัง และอย่าอัพภาพเอาตะเกียบเสียบจมูก (อันนี้ยกตัวอย่างเฉย ๆ นะ! ไม่เคยทำจริง) ไว้ในนั้นเด็ดขาด ต่อให้ตั้งระบบไว้ให้เฉพาะเพื่อนดูก็ตาม เพราะซ่อนอย่างไรก็ถูกเห็นได้ค่ะ

 

 

2008/May/16

 

สมัครสมาชิก YouTube มา 1 ปีเต็ม ๆ แล้ว แต่เพิ่งเคยได้อัพวีดีโอคลิปก็เมื่อไม่กี่วันก่อน....

เอามาฝากไว้ให้ดูเล่นกันค่ะ

 

(ไม่รู้ใส่โค้ดถูกหรือเปล่า เพราะจำวิธีโชว์วีดีโอยูตู๊ปใน exteen ไม่ได้)

วีดีโอนี้ถ่ายเองค่ะ ต้องขอโทษด้วยที่สั้นไปหน่อย พอดีกำลังรีบ และกลัวเปลืองเม็มโมรี่ฟรี ๆ (กลัวว่าถ่ายต่อแล้วนกไม่ร้องอีก อะไรทำนองนี้) เลยกดยกเลิกการบันทึกภาพเร็วไปหน่อย T_T

เป็นนกขุนทองในกรงที่หน้ากุฎิพระ วัดเทพศิรินทร์ฯ พอดีแถวนั้นมีแมวเยอะ คนที่เดินผ่านไปผ่านมาก็คงแวะเล่นแมวกัน.... เป็นที่มาของการเลียนเสียงนี้ของเจ้านกขุนทองตาคมนั่นเอง

 

ส่วนอีกอัน เจอตอนกดเข้าไปดูวีดีโอของตัวเอง

http://www.youtube.com/watch?v=CQVvWM3Zj1o&feature=related

แมวร้องเสียงเหมือนนกค่ะ "แก๊ก ๆ ๆ แอ๊บ ๆ แอ๊ะ" ขำมาก กั่ก ๆ

2008/May/14

จาก Entry ก่อน "โตมากับเกม" เพื่อน ๆ ที่มาคอมเมนท์ได้ทำให้เรารู้ค่ะว่า ตกหล่นไปอย่างน้อย 3 เกม...

 

- Ice Climber (ลืมไปได้ไง! ขอบคุณคุณปิงกรู มากค่ะที่ทักขึ้นมา)


(ภาพจากเวอร์ชั่นเครื่องอื่น จากเว็บ MobyGames)

เกมเอสกิโมไต่เขาค่ะ ต้องกระโดด ๆ ทุบเพดาน(พื้นชั้นบน)ให้โหว่ แล้วกระโดดขึ้นไปเรื่อย ๆ ระหว่างทางมีอุปสรรค(กวนบาทา)มากมาย เช่นนก (แต่ดูหน้ามันเหมือนไดโนเสาร์มาก) มนุษย์หิมะ บลา ๆ ๆ เล่นได้สองคน จำได้แต่ความกวนโมโหของศัตรูและการแข่งกับเวลา.... นึกไม่ออกแล้วว่าเล่นกับใครค่ะ รู้สึกว่าถ้าจำไม่ผิด ใครกระโดดขึ้นสูงเกินไป คนข้างล่างจะเท่ากับตกเหวตายมั้งคะ ไม่ค่อยแน่ใจ (คล้ายๆ  กับการถ่วงแข้งถ่วงขากันเองใน Contra อย่างที่คุณ Sirius รำลึกเอาไว้ในคอมเมนท์น่ะค่ะ ฮ่า ๆ)

เพิ่งไปค้นข้อมูลมา พบว่า Nintendo มีการทำภาคใหม่ลงเครื่อง Wii ค่ะ อ๊ายยยยย อยากเล่นนนน

 

- Circus Charlie (ขอบคุณคุณ Farine ค่ะที่เตือน)


(ภาพจาก Wikipedia และ Centuri.net)

เกมนี้ก็เป็นอีกเกมที่ฝึกตบะและการควบคุมอารมณ์ เพราะจำได้ว่าเล่นยากมาก ตายตลอด! และด่านที่ตายเยอะก็คือด่านเดินบนบอล และถ้าจำไม่ผิดมีด่านขี่ม้าด้วย และพอผ่านด่านหิน ๆ ไปได้ นึกว่าด่านต่อไปจะสบาย ก็จะพบว่าผิดคาด เพราะมันยากขึ้นเรื่อย ๆ -"- จำได้ว่าหลังจากด่านขี่อะไรต่อมิอะไรแล้วจะมีด่านที่ต้องกระโดดเด้งขึ้นไปโหนอะไรข้างบน ซึ่งรู้สึกว่าจะไม่เคยเล่นผ่านนะคะ.... เกมนี้จำไม่ได้โดยสิ้นเชิงค่ะว่าเคยชนะเกม น็อคเกม หรือเล่นจนจบ.... T-T

ถ้ามีรีเมคมาลงเครื่องสมัยใหม่ ก็อยากได้นะคะเนี่ย จะแก้มือหน่อย ฮึ่ม!

 

- PacMan (คุณ VVITch ทวงมาค่ะ)


(ภาพจาก Wikipedia)

เกมนี้ ด้วยความสัตย์จริงนะคะ ไม่ได้ลืม.... แต่ละเอาไว้เพราะเป็นเกมที่เกลียดมาก (เนื่องจากมีความหลังอันเลวร้ายจากสมัยเด็ก) และ.... ไม่ได้อยากโม้เล้ย แต่สาบานได้ว่าไม่เคยเล่นผ่านด่าน 2 ได้สำเร็จ T-T  เพราะงั้นแพคแมนจึงเป็นเกมที่เรียกว่าฝันร้ายของเรา เพราะจะกินจุดไปทางไหนก็ไม่เคยหนีพ้นผีเสียที ตายตลอด

รู้สึกว่าคนที่ชอบเล่นเกมนี้จะเป็นคุณพ่อนะคะถ้าจำไม่ผิด....

 

--------------------------------------------------------------

หลังจากรำลึกอดีตด้วยรายชื่อเกมไปแล้ว เราขอเล่าเรื่องทั่ว ๆ ไปของครอบครัวนะคะ

อย่างที่บอกไปใน entry ก่อน.... ที่บ้านส่งเสริมให้เล่นเกมตั้งแต่เด็กค่ะ ตอนที่ยังไม่มีเครื่องเกม เราก็เล่นอะไรบ้าน ๆ ก่อน เช่น เป่ากบ (ใช้หนังยางเป็นเส้น ๆ นะคะ) ตักเมล็ดมะขาม ดีดลูกแก้ว บางทีก็เล่นไพ่ และคุณพ่อซึ่งไปเมืองนอกด้วยเรื่องงานบ่อย ๆ ก็จะซื้อของเล่นฝรั่งมา เช่น Domino ซึ่งเล่นมั่วไปเรื่อย เรียงถูกบ้างผิดบ้าง เอามาวางเรียงเป็นแถวแล้วเคาะให้ล้มเพื่อความสนุกบ้าง (ส่วนมากจะเล่นแบบหลังมากกว่า) เพิ่งมาเล่นแบบถูกกติกาเอาตอนโต หรือเกมกระดานอย่าง Monopoly ซึ่งแน่นอนว่าเวลาเล่นต้องเล่นกันพร้อมหน้า เพราะพวกเรายังเด็กมาก อ่านภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง คุณพ่อจะเป็นคนแปลทุกอย่างให้ค่ะ นอกจากนี้คุณพ่อยังเคยลงทุนเอาไม้กระดานมาปักหน้าบ้าน ทำเป็นกระบะทราย แล้วไปซื้อทรายมาใส่ไว้ ให้ลูกสามารถเล่นทรายได้แม้จะไม่ได้ไปทะเล

นอกจากนี้ก็ เช่น ไล่จับแบบโดดกระต่ายขาเดียว ซ่อนหา หมากเก็บ มอญซ่อนผ้า (แต่อันนี้เล่นได้เฉพาะเวลาญาติมาบ้าน เพราะต้องใช้คนเยอะ -_-) กระโดดหนังยาง มีการซื้อตุ๊กตากระดาษมาให้เล่นกันสามพี่น้อง (น้องชายเล่นด้วยค่ะ.... เพราะถ้าไม่เล่นแบบผู้หญิง พี่ก็ไม่เล่นด้วย ... จนถึงวัยเล่นรถของเล่นทามิย่านั่นแหละเธอถึงเลิกคบค้าสมาคมกับพี่สาวทั้งสอง) แล้วที่บ้านยังเล่นไพ่กันบ่อย ๆ ด้วย เรานี่เล่นกบดำกบแดงเป็นตั้งแต่ประถมเลยทีเดียว แต่เนื่องจากกบดำกบแดงมักเล่นแบบกินเงิน ไพ่ที่เล่นกันเองในครอบครัวจึงมักจะเป็นไพ่จับคู่ ไม่ก็ผสมสิบ แล้วก็อีแก่กินน้ำ....

อุปกรณ์ไฮเทคที่เข้ามามีบทบาทเป็นชิ้นแรกในกิจกรรมครอบครัวก็คือเครื่อง Family Computer สีขาวแดงนั่นเองค่ะ

ช่วงเวลาที่จะเล่นเกม ก็คือก่อนนอน ซึ่งที่บ้านเราเวลาลูกกลับจากโรงเรียนมา คุณแม่จะพยายามให้ลูกอาบน้ำก่อน ถ้าลูกไม่ยอมอาบน้ำ ก็ให้ทำการบ้าน หรือทบทวนบทเรียน แล้วพอคุณพ่อกลับมาแล้ว ไปอาบน้ำแต่งตัวเป็นชุดอยู่บ้านแล้ว คุณพ่อจะทำหน้าที่ดูแลลูกให้แทนก่อน ในขณะที่คุณแม่ไปเตรียมอาหารค่ำในครัว ระหว่างนั้นคุณพ่ออาจสอนการบ้านด้วย

ช่วงที่กินข้าวคือเวลาเสวนากันระหว่างสมาชิกของครอบครัว ใครมีอะไรเล่า ใครมีอะไรฟ้อง ใครเจออะไรสนุกหรือถูกเพื่อนที่โรงเรียนแกล้ง ก็จะเล่าให้คุณพ่อคุณแม่ฟังช่วงนี้แหละค่ะ

หลังจากกินข้าวเสร็จ สมัยที่ยังไม่มีเครื่องเกม ก็จะเป็นเวลาของทีวี  แต่พอมีเครื่องเกมแล้ว แทนที่ทุกคนจะสุมหัวดูทีวี ก็เปลี่ยนเป็นสุมหัวเล่นเกมแทน โดยมีเงื่อนไขว่า จะต้องทำการบ้านให้เสร็จก่อนถึงจะมีการเปิดเกม และถ้าลูก ๆ ยังทำการบ้านไม่เสร็จ คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ใช่ว่าจะนั่งเล่นเกมยั่วลูกนะคะ ท่านก็จะคอยดูคอยสอนอยู่ข้าง ๆ หรือไปทำธุระอย่างอื่น จนเมื่อตรวจแล้วว่าลูกทำการบ้านครบ ถึงจะอนุญาตให้มีการเล่นเกมได้

การเล่นเกม ก็อย่างที่บอกไปแล้วน่ะค่ะ ใครเล่นเกม ที่เหลือก็นั่งดู นั่งเชียร์ หรือวิจารณ์ไป

ลูก ๆ มีห้องส่วนตัว น้องชายนอนคนเดียว ส่วนเรากับพี่สาวนอนห้องเดียวกัน แต่ในห้องลูก ๆ ไม่มีทีวีค่ะ และไม่มีใครร้องจะเอาทีวีด้วย เพราะไม่ได้พิศวาสทีวีกันเป็นพิเศษ

ส่วนเครื่องเกมและทีวีใหญ่ จะอยู่ในห้องนอนคุณพ่อคุณแม่ เพราะฉะนั้นใครจะเล่นเกมก็ต้องไปนั่งในห้องคุณพ่อคุณแม่เท่านั้น เป็นการควบคุมไปในตัว ว่าจะไม่มีใครสามารถแอบเล่นเกมโดยไม่ได้รับอนุญาตได้

เงื่อขไขต่อมาของการเล่นเกมก็คือ ห้ามทะเลาะกัน เมื่อไหร่ที่ทะเลาะกันปุ๊บ จะโดนปิดเกมแล้วไล่ไปนอนทันที.... ทำให้ลูก ๆ รู้จักที่จะควบคุมอารมณ์ และไม่ทำตัวแพ้แล้วพาลในยามเล่นเกมค่ะ (แต่เวลาอื่นยังทะเลาะง้องแง้งงอแงใส่กันเป็นปรกติ ฮ่า ๆ ๆ)

ระหว่างเล่นเกม คุณพ่อคุณแม่จะคอยกำกับอย่างใกล้ชิดค่ะ พอมาย้อนกลับไปดูตอนนี้เพิ่งเห็นว่าเป็นการควบคุมพฤติกรรม และฝึกนิสัยไปในตัว ยกตัวอย่างเช่น....

- สอนให้รู้จักอภัย และยอมรับความผิดพลาดของอีกฝ่าย เช่นถ้าอีกคนทำพลาด แล้วเราพาลตายไปด้วย หรือมีการถ่วงแข้งถ่วงขากัน คุณแม่จะบอกว่าไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวเอาใหม่ หรือ ไม่เป็นไรนะ ยังแก้ไขได้ พลิกสถานการณ์ทัน

- สอนให้รู้จักควบคุมอารมณ์ เวลาแพ้คอม หรือเล่นไม่ผ่าน ตาย แล้วโกรธ คุณแม่จะถามค่ะว่า โกรธไปแล้วคอมมันรู้สึกอะไรมั้ย? มันจะอ่อนข้อให้หรือเปล่า? โวยวายไปแล้วจะทำให้เล่นผ่านมั้ย? คิดแล้วก็เข้าใจว่าไม่ค่ะ.... โกรธไปไม่มีประโยชน์ เพราะงั้นเก็บความเจ็บใจไว้เล่นแก้แค้นในครั้งหน้าจะดีกว่า เอาเวลาบ่นหรือโวยไปคิดแผนต่อสู้ดีกว่า อะไรทำนองนี้

- สอนให้รู้จักแบ่งปัน เนื่องจากมีจอยแค่ 2 จอย ต้องผลัดกันเล่นค่ะ ใครเล่นแพ้ หรือถูกคอมฯฆ่าตาย ก็ต้องออก ส่งจอยให้คนถัดไปในคิวได้เล่น จะไม่มีการงกจอยเอาไว้โดยเด็ดขาด เพราะทุกคน (รวมทั้งคุณพ่อคุณแม่) เท่าเทียมกันด้วยการใช้ฝีมือและใช้โอกาสที่มีคนละ 1 ครั้งเท่ากัน ใครตาย 1 ครั้งก็ออกไปต่อท้ายแถวทันที

- สอนให้รู้จักมีน้ำใจนักกีฬา รู้จักยอมรับความพ่ายแพ้ และไม่ทับถมคนแพ้เมื่อเราชนะ อันนี้จำได้ว่าตอนเริ่มเล่นเกมใหม่ ๆ ที่บ้านจะไม่ค่อยมีเกมที่เล่นแบบให้ผู้เล่น 2 คนฆ่ากันเองหรือแก่งแย่งกันเอง ส่วนมากจะเป็นเกมที่ช่วยเหลือกันมากกว่า พอเราเข้าช่วง ม.ต้น น้องเริ่มเล่นเกมไฟท์ติ้ง อย่างพวก Street Fighter (เครื่อง Super Famicom) เวลาเราเล่นแพ้จะรู้สึกโมโหมาก แล้วก็กรี๊ดเสียงดัง คุณแม่ก็ถามค่ะว่าแพ้น้องแล้วโกรธทำไม เล่นเกมมันก็ต้องมีทั้งแพ้ทั้งชนะ แล้วพอซักไปซักมา ก็ได้ความว่า เวลาแพ้คอมแล้วเราไม่โกรธ แต่แพ้น้องแล้วโกรธ วินิจฉัยไป ๆ มา ๆ แล้วพบว่า ที่โกรธ เพราะแพ้แล้วน้องหัวเราะเยาะ หรือมีการเยาะเย้ย อวดข่ม ว่าเก่งกว่า.... สรุปว่าคุณแม่ก็เรียกน้องไปสอนค่ะ ว่าพี่เล่นไม่เก่งให้สอนพี่ แนะนำพี่ ไม่ใช่ชนะแล้วลำพองใจ ตัวเองเล่นเก่งกว่า ชนะคนอ่อนแอนี่ภูมิใจได้เหรอ? ทำไมไม่ช่วยส่งเสริมกันให้ต่างฝ่ายต่างเก่งขึ้น จะได้เป็นการฝึกตัวเองให้สู้กับคนทีเก่งขึ้นด้วย ไม่ใช่รังแกแต่พี่ที่ฝีมือด้อยกว่า แล้วมาทำเป็นยืดอกว่าตัวเองเก่ง....

ได้ผลค่ะ น้องเลิกเยาะเย้ย เลิกหัวเราะเยาะ เราก็เลิกโกรธเวลาเล่นแพ้ เพราะพอไม่มีคนคอยเยาะแล้วเนี่ย พอแพ้แล้วไม่รู้สึกว่าตัวเองห่วยหรือถูกทับถม ก็ไม่รู้สึกเสียหน้า แต่ทำใจได้ว่าแพ้เพราะน้องเล่นเก่งกว่าเท่านั้น ถ้าเราเล่นบ่อย ๆ อีกหน่อยก็อาจจะเก่งเท่าน้องได้ อะไรทำนองนี้

- สอนให้รู้จักสามัคคีและช่วยเหลือกัน เวลาเล่นเกมช่วยกันลุยแล้วมีปัญหาเกิดขึ้น คุณพ่อคุณแม่จะช่วยชี้ปัญหาค่ะ ว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร คอยบอกจุดบกพร่องของทีมเวิร์ค คอยบอกว่าตรงนี้ตรงนั้น ถ้าช่วยกันแบบนี้ ถ้ายอมยกไอเทมให้อีกคนแบบโน้น จะทำให้ง่ายขึ้น ฯลฯ ก็ทำให้เรารู้จักคิดช่วยคู่หู รู้จักวางแผนให้เอื้อประโยชน์กับอีกฝ่าย

- สอนให้รู้จักเสียสละ บางครั้งต้องยกไอเทมที่ดีกว่าให้คู่หู

- สอนให้รู้จักเรียนรู้จากความผิดพลาด "ผู้กำกับ" ที่นั่งดูการเล่นเกมอยู่และสั่งการด้วยระบบเสียง (ฮา ฟังดูไฮเทคเนอะ) จะคอยบอกค่ะว่า ตรงนู้นตรงนั้นที่ผ่านมา เราตายเพราะอะไร สอนให้รู้จักดูว่าทำไมเราถึงตาย และถ้าเริ่มใหม่ต้องทำแบบไหนถึงจะไม่ตายแบบเดิมหรือพลาดแบบเดิม เป็นการแก้ไขปัญหากับศัตรูในเกมแบบใช้สมอง ไม่ใช่สักแต่เล่นมั่ว ๆ หรือกดรัวไม่คิด

- สอนให้ลูกรู้จักสื่อสารกันเอง บางทีเล่นแล้วไม่รู้ใจกัน ก็มีการทำให้อีกฝ่ายเสียจังหวะ หรือเป็นตัวถ่วง บางครั้งพลาดแล้วถึงตาย เกมโอเวอร์ ก็มีโมโหกันบ้าง งอนกันบ้าง คุณพ่อคุณแม่ก็บอกค่ะว่า บางทีเรารู้ว่าอีกฝ่ายพลาดอะไร ถ่วงเราตรงไหน แต่เจ้าตัวอาจจะไม่รู้ก็ได้ ให้รู้จักช่วยบอกกัน สอนกัน แนะนำกันบ้าง เพราะไม่มีใครอ่านใจใครออก อยากให้พี่หรือน้องช่วยทำอะไรให้ตรงไหนก็ต้องบอก ต้องพูดกัน ต้องสื่อสารให้เข้าใจกัน ไม่ใช่ไม่พูด คิดเองคนเดียวแล้วมาไม่พอใจเวลาอีกฝ่ายทำงานไม่ได้ดั่งใจ

สมัยนั้นก็ไม่รู้อะไรหรอกค่ะ แต่มาสมัยนี้มองย้อนไปแล้วเพิ่งรู้ว่าได้อะไรจากเกมเยอะเลย เพราะเล่นเกมแบบมีคนคอยสองแง่คิด สอนจริยธรรมควบคู่ไปด้วย ไม่ใช่เล่นแบบตามยถากรรม จะเก็บอะไรไปคิดหรือเรียนรู้อะไรก็ปล่อยไปมั่ว ๆ....

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้จากเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันเหมือนกันค่ะ เพียงแต่บางครั้งเด็กก็อาจจะไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยตัวเอง เพราะยังไม่สามารถวิเคราะห์เหตุการณ์ หรือเหตุและผลของสถานกาณณ์ได้ แรก ๆ ก็ต้องอาศัยคำบอกแบบเป็นประโยคจากผู้ใหญ่ก่อน อาจต้องใช้เวลาสักพัก กว่าที่เด็กจะรู้จักแยกแยะด้วยตัวเองได้ หรือนำแนวทาง หลักการ ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล จากที่พบเห็นในประสบการณ์ มาใช้วิเคราะห์เหตุการณ์ใหม่ ๆ ได้ด้วยตัวเอง

ถ้าผู้ปกครองรู้จักใช้สื่อกลางบางอย่างมาช่วย การเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็อาจง่ายกว่าที่คิด โดยเฉพาะถ้าเป็นสื่อกลางที่สามารถมีส่วนร่วมได้ทั้งครอบครัว และยังมีประโยชน์ด้านความบันเทิงอย่างเกมหรือการละเล่นพื้นบ้านต่าง ๆ ก็จะทำให้เด็กจำไวมากขึ้น หรือ "เต็มใจ" ที่จะเรียนรู้มากขึ้น

เกมเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจนะคะ เพราะมันเป็นเหตุการณ์สมมติที่เด็กสามารถสัมผัส เรียนรู้ หรือพบเห็นได้ด้วยตาตัวเอง แต่ไม่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง หรือไม่ต้องเจอสถานการณ์คับขันด้วยตัวตนจริง ๆ ของตนเอง แต่ใช้ตัวละครเป็นสื่อในการรับรู้สิ่งเหล่านั้น

 

Entry นี้จบเท่านี้ค่ะ สวัสดี