Random-Thought

วันนี้เข้าโหมดยัยป้าขี้บ่น บ่นจนปากจะฉีกถึงหู เหนียงจะยานถึงสะดือก็แล้วกัน ว่าด้วยเรื่องใกล้ตัว(ตัวเอง) คือเกมออนไลน์

แต่วันนี้ไม่ได้จะบ่นเรื่องพฤติกรรมของคนเล่นหรอกค่ะ แต่อยากบ่นเรื่องความสามารถในการใช้ภาษา(ทั้งไทยและอังกฤษ) ของเหล่ายูสเซอร์ที่เล่นเกมออนไลน์ในไทยทั้งหลายแหล่ เรื่องก็มีอยู่ว่า รำคาญแสนเข็ญมานานแล้ว กับการที่คนไทย(เดาเอาเองลอยๆว่าน่าจะเป็นกลุ่มผู้มีอายุน้อย จึงอ่อนประสบการณ์และด้อยความรู้)ใช้ภาษาผิดๆเพี้ยนๆ จนบางคำแทบจะเดาเค้าความหมายเดิมไม่ออก จนเดี๋ยวนี้กลายเป็นว่า เกมออนไลน์เป็นที่บ่มเพาะความเสื่อมสมรรถภาพทางภาษาไปซะแล้ว...

อันนี้ไม่นับภาษาวิบัติหรือศัพท์วัยโจ๋ที่บัญญัติใหม่นะคะ อย่าง "หรอย" "หร่อย" (แปลว่าอะไรก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ แต่เห็นในบอร์ดดีวีดีเกมออนไลน์เค้าถามว่า"หร่อยบอสค้างคาวแล้วไปไหนต่อ?" เลยเดาว่าน่าจะเพี้ยนมาจาก "สอย" แปลว่าฆ่า หรือ ปราบ หรือ ชนะแล้ว) ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันนะว่าจะตะเกียกตะกายคิดคำใหม่ขึ้นมาทำไมในเมื่อคำปรกติสามัญทั่วๆไปก็มีให้ใช้และเป็นที่เข้าใจกันดีอยู่แล้ว เฮ่อ.... เสียเวลาตูต้องมานั่งจำ นั่งจับคู่ความหมายอีก ฮ่วย

คำที่เราเห็นบ่อยๆว่าใช้ผิด (และรำคาญตะหงิดๆ) ส่วนมากจะเป็นคำที่มาจากปุ่มเมนูหรือคำสั่งในเกม ซึ่งมักจะเป็นภาษาอังกฤษ(ในวงเล็บที่ต่อท้าย จะเป็นคำผิดที่พบว่าใช้บ่อย กรุณาอย่าจำไปใช้นะคะ)เช่น deal (เดล), heal (เฮล), fame(เฟรม), warp(แวป), skill(สกิว), stats (สเตท), bless(เบส), save point(เซฟพอย), และอื่นๆที่นึกยังไม่ออก

คือบางคำมันก็ผิดแบบเพี้ยนไปเลย เวลามีคนมาพ่นคำพวกนี้ใส่ด้วยความพยายามจะสื่อสารกับเรา บ่อยครั้งเราจะงงเอ๋อไปนานเลย เพราะคิดไม่ออกว่าเขาพูดอะไร ถึงมันจะไม่ได้ผิดแบบเลวร้ายหรือทำให้ใครเสียทรัพย์หรือเดือดร้อน แต่มันก็ทำให้เรารำคาญ(เหตุผลเข้าข้างตัวเองมากนะ ทำใจหน่อยละกัน กั่ก) และมันก็ทำให้เสียเวลาด้วย (ที่เราจะต้องมานั่งคิด แกะรหัสลับ ว่าคำนั้นที่จริงแปลว่าอะไร)

ใครมีลูกหลานหรือน้องนุ่งที่เล่นเกมแล้วยังใช้คำผิดอยู่ รบกวนฝากไปบอก ไปสอน ไปอบรมหน่อยนะคะว่า...

Deal อ่านว่า ดีล
Heal อ่านว่า ฮีล (ออกเสียงว่าเฮลมันแปลว่านรกนะน้อง)
กฎการสะกดและออกเสียงแบบนี้แทบจะเรียกว่าตายตัวเลยด้วยซ้ำเพราะ Meal อ่านว่า มีล, Real อ่านว่า รีล (Really อ่านว่า รีลลี่ นะคะ ไม่ใช่เรียวลี่ แต่ Reality จะยุ่งหน่อย อ่านว่า รีอัลลิตี้ เพราะมีการเน้นเสียงหนักในตำแหน่งต่างกัน) Seal อ่านว่า ซีล, Teal อ่านว่า ทีล

Fame อ่านว่า เฟม ก็ไม่รู้ว่า ร. เรือมันเกินมาจากไหนได้ ทีภาษาไทยนะชอบตัดเสียงควบออก พอภาษาอังกฤษใส่เกินมาซะนี่ แย่จริง

Warp อ่านว่า วาร์ป

Skill อ่านว่า สกิล ถ้าสกิวมันต้อง skew แปลว่าทำให้เบี้ยว

Stats อ่านว่า สแตท หรือจะกระแดะใส่ สแตทส์ ให้เห็นตัว s ที่ตามหลังก็ได้

Bless อ่านว่า เบลส (ทีงี้ล่ะตัด ล. ลิงออก ฮ่วย)

Save Point ถ้าไม่อยากใช้ภาษาไทยว่า จุดเซฟ ก็ควรเขียนว่า เซฟพอยท์ หรือ พ้อยท์ (n (ตัว เอ็น จ้า) ในที่นี้เป็นเสียงเงียบ ไม่ต้องออกเสียง ดังนั้นไม่ต้องเขียนก็ได้) ไม่ใช่มา พิมพ์ว่าเซฟพอยๆ อะไร งงเจ้าค่ะ มันคืออะไร!??

โอย เมื่อย เหนื่อย แฮ่กๆๆ...

ที่จริงน่ะคนเรามันมีผิดกันได้ ใครจะใช้ผิดก็ไม่แปลก ถ้าไม่ค่อยได้ใช้ หรือใช้แล้วยังไม่มีโอกาสเช็คความถูกต้องของตัวเอง เราเชื่อว่ายังมีหลายๆคนที่สะกด สังเกต แล้วมีสระอุเกินมา และ อนุญาต บางคนก็อาจจะมีสระอิเกินมา บางคนก็อาจจะใช้ ณ. แทน น. เพราะงั้นถ้าผิดเพราะเป็นคำที่ไม่คุ้นเคย (หรือผิดเพราะเผลอจิ้มคีย์ผิดตัวอักษร) ข้อนี้อภัยกันได้ง่ายๆทันทีค่ะ ไม่ว่ากัน

แต่ไอ้คำที่ใช้บ่อยๆ หรือพ่นกรอกหู(กรอกหน้าจอ)ชาวบ้านเป็นร้อยเป็นพันครั้งเนี่ย ขอร้องล่ะช่วยพิมพ์ให้ถูก ให้มันอ่านออกเสียงมาเป็นคำที่ถูกทีเถอะ เห็นแล้วอึดอัดอกอีแป้นจะแตกตาย เฮ่อออออออ แถมบางคนยังมารยาทแย่ ไม่เคารพมารยาทพื้นฐานในการใช้ chat คือชอบซ้ำประโยคเดิมของตัวเองซ้ำๆๆๆๆๆๆๆๆๆ จนล้นหน้าจอ เป็นที่น่ารำคาญยิ่งนัก ยิ่งพอสะกดผิดหรือใช้คำผิดๆเนี่ย ยิ่งน่ารำคาญกว่าเดิม 10 เท่า

คนที่ได้รับฟังคำติแล้วนำไปแก้ไข นับว่าคือผู้ประเสริฐ ส่วนคนที่ได้รับการชี้แจงแล้วแต่ไม่ยอมแก้ ยังดื้อแพ่งจะทำผิดๆอยู่เหมือนเดิม ดิฉันถือว่าแย่มากค่ะ กะโหลกหนาของแท้ (ก็อิตาเด็กบ้าสองคนในเกมน่ะสิคะ ขนาดบอกอยู่ปาวๆว่าพูดผิด ยังไม่ยอมแก้เลยค่ะ หันมาตอบว่า "....." แล้วก็กลับไปตะโกนผิดๆของตัวเองต่อ น่าเสียใจแทนครูบาอาจารย์เหลือเกินที่มีลูกศิษย์ใฝ่ต่ำ(หมายถึงความรู้นะคะ)เช่นนี้)

สาเหตุของการบ่นวันนี้ก็คือไปเจอพฤติกรรม"เกรียน" ในเกมน่ะแหละค่ะ ยังไงก็ต้องขออภัยคนอื่นๆที่ไว้ผมทรงเกรียนด้วยนะคะ ไม่ได้มีเจตนาลบหลู่เลยจริงๆ สำหรับเราพฤติกรรมเช่นนี้ที่อยากใช้คำว่า"เกรียน"มาแทนนี่ มีความหมายว่า "เสื่อมเสียสถาบันเกรียน" นั่นคือเป็นชาวเกรียนที่สร้างจุดด่างพร้อยให้กับวงการเกรียนนั่นเอง เพราะนอกจากนักเรียนแล้ว ทหารก็ผมเกรียน นักบินก็ด้วย (พระภิกษุก็เข้าข่ายนะ...เอิ๊ก คีนู รีฟก็ด้วย อุ๊บ ไม่ใช่ละ)เพราะมันเป็นทรงผมที่สะอาดสะอ้าน เรียบร้อย และดูไม่กร้าน ไม่รกเลอะเทอะ ที่จริงควรจะเป็นสัญลักษณ์ของระเบียบและวินัยด้วยซ้ำ แต่ใครกันหนอที่นำชื่อเสียงหม่นหมองมาสู่คำคำนี้.... น่าละอายเสียจริง

ยังไงก็..... ใครเจอคนทำตัวเสื่อมเสียวงการเกรียน ลองพยายามสื่อสารกับเขาดูก่อนนะคะ เผื่อเขาจะเลิก และปรับปรุงตัวขึ้นมาบ้าง ถ้าอยากให้คนกลุ่มนี้นิสัยแบบนี้หมดไป ต้องช่วยกันแก้และกำจัดค่ะ ไม่งั้นเราๆท่านๆก็คงต้องปวดขมองกันต่อไปตราบนานเท่านาน (ลองแล้วล้มเหลว ยังดีกว่าไม่พยายามนะคะ เนอะ เนอะ เนอะ?)


edit @ 2005/11/03 23:48:04

ติดใช้ฉาน แทน ฉัน เวลาเน้นความเคืองหรือหงุดหงิดอ่ะค่ะ แก้ๆ แก้เป็น ตู ละกัน อิอิ


edit @ 2005/11/04 01:05:55

เมื่อเร็วๆนี้มีเหตุทำให้ต้องไปวัดทุกวันอยู่ 1 สัปดาห์ เนื่องจากเพื่อนสนิทของคุณพ่อเพิ่งเสียชีวิตไป บ้านเราสนิทกันมาก รักกันทั้งครอบครัว ก็เลยอยากไปช่วยงานศพและดูแลเรื่องเล็กๆน้อยๆทั้งหลายเพื่อแบ่งเบาภาระของคุณน้า(ซึ่งเป็นภรรยาของคุณอาคนนั้น) ครอบครัวของเราก็เลยไปงานศพคนละเกือบทุกวัน (เราเองโดด 1 วัน เพราะป่วย ไออย่างแรง+เจ็บคอ เกรงว่าจะไปแพร่เชื้อใส่แขกในงาน เลยต้องนอนอยู่บ้านไปวันนึง เอิ๊ก)

แล้วก็มาถึงเรื่องคำปรามของคุณแม่ ที่บอกน้องชายเราซึ่งกำลังหวีผมว่า ไม่เอา อย่าหวีผมในวัด ผมร่วงในวัดไม่ดี เวลาที่คุณแม่พูดแบบนี้ แปลว่า เรื่องที่ห้ามนั่นน่ะ คือโบราณถือ เออ ก็รู้สึกว่าจะเคยถูกแม่ห้ามแบบนี้มาก่อนเหมือนกันนะ แต่มันนานมากแล้วเลยลืมๆไป ทีนี้เราก็เลยสงสัยว่าทำไมถึงห้าม? มันมีอะไรไม่ดีเหรอ?

เรื่องอะไรที่โบราณถือและห้ามกันน่ะ หลายๆเรื่องเป็นเรื่องที่มีเหตุผลแอบแฝงอยู่ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ยอมรับได้ดีเสียด้วย แต่ผู้ใหญ่สมัยก่อนคงไม่ชอบอธิบายอะไรยุ่งยาก เลยบอกเด็กง่ายๆว่าห้ามทำ "เพราะโบราณถือ" หรือเพราะจะทำให้โชคไม่ดี ดวงซวย ฯลฯ

เช่น ห้ามหวีผมตอนกลางคืน สาเหตุก็เพื่อทำให้ลูกสาวไม่ออกไปเที่ยวไหนกลางคืน เพราะสาวๆถ้าจะไปข้างนอกก็ต้องหวีผมให้เรียบร้อยดูสวยงามใช่ไหม? ทีนี้ถ้าบอกว่าห้ามหวีผมกลางคืน ลูกสาวก็ไม่อยากเอาหัวยุ่งๆออกไปให้ใครเห็น ก็จะได้ไม่เที่ยว

หรือ ห้ามตัดเล็บตอนกลางคืน นั่นก็เพราะเมื่อก่อนไม่มีไฟฟ้า แสงสว่างที่มีตอนกลางคืนก็มีแต่เทียนหรือตะเกียง ซึ่งแสงของมันจะไหววูบตามลม ทำให้มองไม่ชัด อาจจะพลาดไปตัดเข้าเนื้อ เกิดบาดเจ็บขึ้นมาได้ ก็เลยให้ตัดเล็บกลางวันแทน

อีกเรื่องที่เกี่ยวกับกลางคืนก็คือ ห้ามเล่นซ่อนหาตอนกลางคืน เดี๋ยวผีมาลักตัวไป นั่นก็เพราะกลางคืนมีอันตรายมาก เช่นนอกบ้านมีงู หรืออาจจะมีสัตว์ร้าย หรือสัตว์มีพิษอะไรอยู่ในที่ที่เด็กๆชอบไปซ่อน ถ้าเล่นตอนกลางคืนจะอันตรายกว่ากลางวัน อีกอย่างเพราะกลางคืนมันมืด จะหาตัวกันลำบากด้วย ก็คงจะกลัวเด็กหายล่ะมั้ง เลยห้ามเล่นซ่อนหาตอนกลางคืน

ส่วนความเชื่อเรื่องวัด อีกอย่างที่เราเคยรู้มา ก็คือ การขนทรายเข้าวัดเมื่อถึงเทศกาลสงกรานต์(มั้ง) ที่จะให้ชาวบ้านขนทรายเข้าวัดแล้วไปก่อเจดีย์อะไรต่างๆ สาเหตุก็คือ การที่คนเราไปวัด เวลากลับออกมาก็จะเหยียบเอาทรายของวัดติดเท้าออกไปด้วย ซึ่งเขาว่ากันว่าการลักขโมยหรือยึดสิ่งของของวัดไปน่ะ ไม่ดี เป็นบาป เพราะงั้นใน 1 ปีก็จะต้องขนทรายมาคืนให้วัด จะได้ไม่ติดค้างอะไรกัน

แต่ทีนี้เรื่องห้ามหวีผมในวัด เพราะผมร่วงในวัดมันไม่ดีเนี่ยล่ะ คืออันที่เราคิดไม่ตก ว่าสาเหตุมันเกิดจากอะไร.... ใครทราบช่วยบอกที เราจะได้หายงงซะที งืมๆๆ

* edit * แก้ย่อหน้าให้ออกมาอ่านง่ายหน่อย หนแรกอัพแล้วไม่รู้ทำไมทุกบรรทัดติดกันหมดเลย


edit @ 2006/01/18 00:06:25

เหมือนจะเคยเรียนวิชาอะไรสักอย่าง มีนักจิตวิทยากล่าวไว้ว่า ความเห็นแก่ตัวคือพื้นฐานของมนุษย์ คนเราจะไม่เป็นคนโดยสมบูรณ์ได้ถ้าไม่เห็นแก่ตัวเลย เพราะความเห็นแก่ตัวก็คือความรักตนเอง คนที่ไม่รักตนเองย่อมอยู่รอดเป็นมนุษย์ไม่ได้

ดังนั้นอาจพูดได้ว่า ถ้าเห็นแก่ตัวแค่นิดหน่อย ก็ไม่ถือว่าเป็นความผิด แต่เป็นเรื่องปรกติของมนุษย์นั่นเอง

เมื่อวานนี้ เราเป็นคนเห็นแก่ตัว อืม.... นิดหน่อยเท่านั้นเอง ไม่รู้สึกผิดด้วย เพราะรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เราควรได้ และอีกฝ่ายเสนอเอง อืม... ไม่รู้สึกผิดก็จริง แต่เค้าเรียกว่า "ลำบากใจ" ล่ะมั้ง ลำบากใจที่จะรับความปรารถนาดีและเป็นคนเห็นแก่ตัว

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่าเมื่อวานนี้มีนัดข้างนอก คือมีเพื่อนในกลุ่ม chat กับ webboard คนหนึ่ง จะลงมาจากเชียงใหม่ พวกเราก็จะไปเจอเขากัน บวกกับเขาฝากเราซื้อการ์ตูน 1 เรื่อง (Elna Saga) เนื่องจากทางโน้นหาซื้อไม่ได้ แล้วเราไปเดินเจอเข้าในร้านการ์ตูนที่ Central World Plazaพอดีก็เลยซื้อเก็บไว้ให้ เมื่อเขามีโอกาสเข้ากรุงเทพจึงได้มีการนัดกินและนัดส่งของเกิดขึ้น

บังเอิญเรามีความเจ็บป่วย(เป็นธรรมดา)ทางกายเกิดขึ้นในวันนั้นพอดี (โรคผู้ยิ้งผู้หญิง ไม่ต้องบอกตรงๆก็คงรู้จักนะ) ทำให้รู้สึกไม่ค่อยสบาย แล้วพอโดนอากาศเย็นๆ(แอร์ในห้าง)ก็ยิ่งทำให้รู้สึกแย่ และปวดท้อง...

ทีนี้มีก่อนหน้านั้น ก่อนที่จะไปถึงที่นัด เรานัด 11 โมง แต่ 11 โมงแล้ว น้องชายกับเรายังรถติดอยู่บนถนนสุขุมวิท (ไปไม่ถึงดวงดาว เอ๊ย ไม่ถึงสถานีรถไฟฟ้าซะที) ติดสักพัก น้องชายก็พูดขึ้นว่า "เดี๋ยวไปถึงแล้วลงไปขึ้นรถไฟฟ้าก่อนเลยนะ จะขับตามไปทีหลัง คนอื่นจะได้ไม่ต้องรอนานเกินไป" สาเหตุเนื่องจากคาดเดาได้ล่วงหน้าค่ะว่าที่จอดรถที่ไปจอดประจำ จะต้องไม่เหลือที่ว่างให้จอดแน่ (เพิ่งมานึกออกหลังออกจากบ้าน) เราก็ถามน้องว่า จอดที่โลตัสไม่ได้เหรอ แพงหน่อยแต่เดี๋ยวจ่ายให้ น้องชายบอกว่า ไม่เอา จะจอดนานมาก ไม่อยากจ่ายเงิน จะถึกขับรถไปให้ถึงที่นัดเอง

ถ้าเป็นเราตามปรกติ เราคงจะพูดขึ้นว่า ไม่เอา มาแล้วก็ต้องไปด้วยกัน รถติดก็ติดด้วยกัน เพราะเราไม่ชอบทิ้งเพื่อนร่วมทาง (โดยเฉพาะคนในครอบครัว) ให้ลำบากอยู่คนเดียวแล้วเราหนีไปใช้ทางสบาย แต่เราก็ไม่พูดค่ะ ทั้งๆที่ในใจกำลังคิดหนัก ไม่อยากทิ้งน้อง แล้วไปขึ้นรถสบายๆคนเดียว สาเหตุหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่าพอรู้ตัวว่าสภาพร่างกายไม่แข็งแรง ก็เลยขอเห็นแก่ตัวไว้ก่อน

อืม............

แต่ตอนหลัง โชคดีที่น้องคิดอีกออพชั่นหนึ่งได้ คือ ก่อนไปธุระต่ออีกที่ จะขึ้นรถไฟฟ้ากลับมาย้ายรถไปจอดฝั่งราคาถูกเสียก่อน จะได้ไม่ต้องจ่ายค่าจอดรถให้โลตัสมากเกินไป สุดท้ายเราก็เลยได้ขึ้นรถไฟฟ้าไปด้วยกัน

เหตุการณ์ที่ 2 ในร้านอาหาร พอดีนั่งตรงที่แอร์เย็นๆมันชอบวูบมาโดน เราก็หนาวสิคะ ตอนเช้าคิดผิดแท้ๆเชียว ปรกติเราจะไปไหนจะชอบใส่เสื้อนอกอีกตัว ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเชิ้ต หรือเสื้อแจ็คเก็ต แต่ตอนเช้าเมื่อวานนี้ อากาศที่บ้านร้อนมากค่ะ เลยใส่เสื้อยืดแบบไม่ทีเสื้อนอกทับไป ผลเป็นไง....เข้าห้างแล้วหนาวสิคะ -_- บรือๆๆ ก็เลยงอแงค่ะ งอแงจนที่รัก(พอดีชวนไปด้วย) ถามขึ้นมาว่า "เอาเสื้อมั้ย" เพราะเค้าก็ใส่เสื้อยืด 1 ตัว กับเสื้อนอก(แขนสั้น) 1 ตัวเป็นประจำ เราก็เลย ยึดเสื้อนอกของที่รักมาตามระเบียบ...

อืม...... แต่อันนี้ไม่ค่อยลำบากใจเท่าไหร่ เพราะแอบดีใจเป็นปลื้มที่ได้ใส่เสื้อของที่รัก (ฮ่าๆๆๆๆๆ)

หลังจากกินข้าวเสร็จ ก็แยกวง ไปทางใครทางมัน เราก็ไปเดินเดทกับที่รักกันตามปรกติ แล้วหลังจากนั่งคุยกันสักพัก ที่รักก็พูดขึ้นว่า "กลับไปบ้านผมกันก่อน เดี๋ยวขับรถไปส่ง" (ก่อนหน้านั้นเค้าถามค่ะ ว่ากลับยังไง เราก็บอกว่า รถไฟฟ้าไปต่อแท็กซี่ ซึ่งนี่เป็นวิธีกลับแบบเปลืองเงินแต่เอาสบายเข้าว่า เป็นวิธีที่เราจะใช้วันที่เหนื่อยจนไม่อยากโหนรถเมล์ ของหนักจนขึ้นรถเมล์ไม่ไหว หรือขี้เกียจสุดๆเท่านั้น)

ปรกติเราจะไม่อยากให้เค้ามาส่งที่บ้านค่ะ เพราะแถวๆบ้านเราน่ะ รถติดนรกมากๆ โดยเฉพาะช่วงสายกับช่วงเย็น ยิ่งตรงโน้นกำลังสร้างสะพานข้ามแยก ก็ยิ่งติดนรกยิ่งกว่าเดิม และมันไม่ได้ติดเส้นเดียว แต่ถนนเส้นไหนๆก็ติดทั้งนั้น สรุปว่าไม่มีทางเลี่ยงได้เลย ถ้าจะมาบ้านหรือออกจากบ้านเรา เราเองก็นั่งคิดอยู่นาน แต่ชั่งใจดูแล้ว สรุปว่าในที่สุดเมื่อวานความเห็นแก่ก็ตัวชนะความเกรงใจค่ะ

อืม.............

ทีนี้ เมื่อวาน ระหว่างที่มีเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้น เราก็นั่งพิจารณาตัวเองค่ะว่า เอ การที่เราปฏิเสธความหวังดีของที่รัก หรือของน้องชาย ในเวลาที่เราไม่เจ็บป่วยเนี่ย มันเรื่องปรกติหรือไม่ปรกตินะ? เพราะความสนิทสนมระดับนี้มันไม่ควรจะต้องมานั่งเกรงใจกันแล้ว แล้วทำไมต้องคิดมากเวลาใครอาสาจะทำอะไรให้เราด้วย? โดยเฉพาะคนในครอบครัวเนี่ย น้องชายอาสาจะไปส่งที่รถไฟฟ้า แต่เรามักจะบอกว่า อย่าไปเลย อ่อนนุชรถติด คือเราจะคิดแทนน้องว่า ขาไป 1 เที่ยว ส่งเราเสร็จแล้วต้องขับขากลับอีก1 เที่ยว เท่ากับน้องชายต้องทนติดอยู่บนถนนตั้ง2 เที่ยว เทียบกับถ้าเราไปเอง ก็ไปแค่เที่ยวเดียว ฯลฯ

แต่ลึกๆในใจก็รู้สึกว่า เรารับความปรารถนาดีของใครๆแล้ว เรากำลังเอาเปรียบเขาอยู่หรือเปล่านะ? เราสุขสบายบนความตรากตรำของคนที่เรารักเนี่ย ดีแล้วเหรอ?

เป็นแบบนี้เรื่อยๆจนแม่บอกว่า เราน่ะ เอาใจน้องเกินไปแล้ว ให้น้องโตมั่งสิ ให้น้องโชว์แมนบ้าง ไม่ใช่ไปโอ๋อยู่ตลอด ทำตัวว่าตัวเก่ง พึ่งตัวเองได้ จะทำให้น้องจะไม่รู้จักเทคแคร์พี่ เพราะน้องถือว่าพี่ดูแลตัวเองได้ แม่บอกว่า เราเป็นผู้หญิง ต้องพึ่งพาน้องให้มากๆ น้องจะได้เป็นคนพึ่งพาได้ น้องเราเองก็เถอะ บางทีถ้าน้องอยู่ว่างๆ แล้วเราไม่เรียกให้ไปส่ง พอเย็นกลับบ้านมา ก็จะโดนบ่นว่า จะออกไปไหนทำไมไม่บอก จะได้ไปส่งให้ หรือดีไม่ดี เราออกจากบ้านได้ไม่นานก็จะโทรมาจิกเลยค่ะ ว่าพี่สาวหายไปไหน ทำไมไม่บอกก่อนออกจากบ้าน ฯลฯ

ส่วนทางด้านที่รัก เพื่อนของเขา (พี่ชายกำมะลอ หรือ พ่อสื่อของเรา) ก็ชอบบอกว่า เค้าเป็นผู้ชาย ให้เค้าลำบากซะมั่ง ดีกว่าให้เราลำบาก เพราะเราเป็นผู้หญิง ต้องให้เค้าดูแลมั่ง บริการเรามั่ง ส่วนคุณแม่ของที่รักก็ชอบบอกเหมือนกันว่า ให้ใช้ที่รักขับรถไปรับไปส่งบ่อยๆ เราจะได้ไม่ต้องเหนื่อยหรือลำบากขึ้นรถไปกลับเอง มันอันตราย และ ฯลฯ (แต่เจ้าตัวเองไม่เคยพูดอะไรค่ะ ไม่ให้ความเห็นใดๆกับเรื่องนี้ คงเพราะเป็นคนปากหนัก....มั้ง)

อืม...........

สองจิตสองใจ ก็...มันน่าสงสารนี่นา ให้ขับรถติดอยู่บนถนนนานๆมันเหนื่อยจะตายไป

เพื่อนๆ ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย คิดว่าไงบ้างคะ? ผู้หญิงเราควรจะพึ่งพาผู้ชายให้มาก ให้เค้าบริการและดูแล เอาใจเรา ให้เค้ายอมลำบากเพื่อเรา จริงหรือ? ใครมีความเห็นว่าไงลองมาบอกๆแบ่งๆกันมั่งเน้อ


edit @ 2006/03/10 15:29:56
edit @ 2006/03/10 15:32:54
edit @ 2006/03/10 20:20:15
edit @ 2006/03/10 23:44:05