Random-Thought

2011/Jun/22

จากกระทู้นี้
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A10713871/A10713871.html
(ชื่อกระทู้ : ข้อดีของสำนักพิมพ์บางแห่ง)
เนื่องจากพอตอบแล้ว หลังจาก 2-3 นาทีผ่านไป(มาม่าสุก....ม่ายช่าย) ความคิดเห็นของเรา (#94) จู่ ๆ ก็หายไป เลยคิดว่าอาจจะมีบางคำที่ไม่ผ่านระบบตรวจอัตโนมัติ แต่เวลาไม่มี เลยขี้เกียจหาว่ามันคือคำไหน ก็เลยเอามาแปะในบล็อกเอาไว้ก็แล้วกัน
 
แล้วจะได้ไปอัญเชิญเจ๊จอยกะมาอ่าน อิอิ
เพราะตอนแรกว่าจะไม่ตอบละ แต่เข้าไปตอบเจ๊จอยกะ
 
*************************
ข้อความจาก คคห. 94 ที่หายไป
*************************
 
คำตอบก่อนหน้านี้ลืมเลือกสีม่วง 555

จริง ๆ เราก็เหมือนนู๋จอยนะคะ หลงเข้ามาอ่านตั้งแต่กระทู้แรกเพราะเห็นมีคนแชร์ใน FaceBook
ไม่ได้เกี่ยวข้องเพราะไม่เคยซื้อของสนพ.นี้ แต่ที่ติดตามก็เพราะ 3 สาเหตุ
สาเหตุแรกคือสนใจว่าไวไวมันจะแซ่บแค่ไหน
แต่พออ่านไปก็เริ่มรู้สึกเห็นด้วยกับคนชง (หรือคนต้ม) เพราะส่วนตัวแล้วเอาใจใส่กับเรื่องภาษามาก
ถ้าอ่าน ๆ ไปแล้วเจอ สะกดผิด พิมพ์พลาด ผิดไวยากรณ์ภาษาไทย ใช้คำไม่ถูกต้อง ลงคำพูดผิดช่อง หรืออะไรที่ทำให้อ่านแล้ว "สะดุด" จะค่อนข้างไม่พอใจ
ก็เลยติดตามต่อ ในฐานะที่เป็นผู้ซื้อ ผู้อ่าน

แต่ยิ่งอ่านไปอ่านมา...ก็มีอีกสาเหตุหนึ่ง คือในฐานะที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของผู้จัดทำ
เพราะเคยรับจ๊อบพิเศษเกี่ยวกับสำนักพิมพ์การ์ตูนเหมือนกัน
เท่าที่ทราบมาคร่าว ๆ หรือเดาเอาเองเนี่ย (ที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงเพราะไม่ใช่พนักงานประจำ ไม่รู้เรื่องภายในของเขา) ต้นฉบับและบทแปล จะผ่านมือหลายคน
และควรจะได้ผ่านการตรวจทานหลายหน คร่าว ๆ น่าจะประมาณนี้

- นักแปล แปลเป็นภาษาไทย
- นักแปลคนเดิม (ควรจะ)ตรวจทานและแก้ไข/ขัดเกลาภาษา

- อันนี้ไม่แน่ใจ ว่าเขามีคนอ่านปรูฟบทแปลก่อนไหม แต่อาจจะไม่มี

- ฝ่ายกราฟฟิคหรืออะไรก็ตาม เอาบทแปลไปจัดลงในช่อง ซึ่งก็น่าจะเห็น หรือตรวจทาน/แก้ไขจุดผิดด้วย
(อันนี้แหละที่เราเคยทำ ซึ่งที่เดาว่าเขาไม่มีคนตรวจภาษาไทยก่อนส่งมาให้เรา ก็เพราะเคยเจอจุดผิดเยอะมาก
ถึงขนาดจัดลงช่องไปก็ต้องแก้ไปพลาง เครียดไปพลาง แทบจะดึงผมตัวเองหลุดออกมาเป็นกระจุก)
- พอเรียงลงช่องเสร็จแล้วก็ต้องอ่านตรวจอีกรอบ แล้วค่อยส่ง

- มีผู้อ่านตรวจทาน (อาจเทียบเคียงกับภาษาญี่ปุ่น หรืออาจตรวจเฉพาะภาษาไทย ก็ไม่แน่ใจ) อีกอย่างน้อย 1 รอบ
(อันนี้มั่นใจว่ามีคนตรวจ เพราะว่าเคยมีคำพูดแปลก ๆ ในบทแปล ซึ่งเราไม่ได้ใส่ใจ ก็ส่งไปทั้งแบบนั้น
แต่หนังสือที่พิมพ์ออกมามีการแก้ไขได้ดีและลงตัว ถูกใจเรายิ่งนัก)

- บก.อาจจะมีการตรวจซ้ำอีกรอบ

ซึ่งถ้านับนิ้วจากการกะคร่าว ๆ ของเราแล้ว มันต้องผ่านสายตาคนอย่างน้อย 3 คน (หรืออย่างมาก 5 คนขึ้นไป)
หรือถ้าคุณเมพ!!! คนเดียวทำทุกอย่าง มันก็ควรจะผ่านตาคุณอย่างน้อย 4 รอบ (หรืออย่างมาก 7 รอบขึ้นไป)

ซึ่งสำหรับสำนักพิมพ์ที่ขายงานเป็นชิ้นเป็นอัน คงไม่มี one man show แบบนั้น
และ(ในกรณีตรวจละเอียดมาก)การที่คน 5 คน ได้อ่านผ่านตารวมกัน 7 รอบ ย่อมมีความแม่นยำสูง และหาข้อผิดได้ละเอียดกว่าคนเดียวอ่าน 7 รอบ

แต่จะตรวจยังไง มันก็อาจจะยังมีหลุด ๆ ไปบ้าง
อย่างเราขนาดตรวจเองตั้ง 2 รอบ (หลังจากเรียงช่องเสร็จ) บางทีส่งงานไปแล้วยังเพิ่งเห็นเลยว่า มีคำพูดหลุดกรอบช่องนึง
(ก็ต้องแจ้ง บก. หรือหัวหน้าสายงานไป ว่าช่วยไปดูแล้วแก้ให้ที ไม่ก็แก้เองแล้วส่งไฟล์ใหม่ให้เขา)
แต่กว่าจะหมดทุกขั้นตอนนั่น เท่าที่เห็นด้วยตาตัวเอง พอพิมพ์ออกมา ก็เหลือจุดผิดอย่างมากเล่มละ 2-3 แห่ง

ก็เลยรู้สึกประทับใจแปลก ๆ กับความผิดพลาดที่มีมากมายนับไม่ถ้วนของเล่มนั้น (นับเฉพาะการ์ตูน)
และก็พาลให้รู้สึกสงสัยว่าเขามีขั้นตอนการทำงานกันอย่างไร จึงปล่อยให้มีการพิมพ์ออกมาเป็นเล่มแบบผิดพลาด(อาน)ขนาดนั้น

ส่วนตัวแล้วคิดว่า feedback จากผู้บริโภคเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่ง
ข้อบกพร่องของผู้ผลิต มันก็เหมือนอะไรที่ติดอยู่ข้างหลัง
ไม่สามารถมองเห็นด้วยตนเองได้ ต้องอาศัยกระจก ก็คือผู้บริโภคนั่นแหละ
อะไรที่ปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ก็ควรจะปรับปรุง
เพราะฉะนั้นเวลาเราเห็นว่าอะไรไม่ดี เราก็จะพยายามส่งเสียงไปให้ถึงผู้ผลิตเสมอ
เพราะเราอยากได้สินค้าและบริการที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป หรือไม่ก็รักษาคุณภาพดี ๆ แบบเดิม ๆ เอาไว้

ป.ล. ยาววุ้ยยยย มุงดราม่านี่เสียเวลาทำมาหากินจริงจริ๊ง 555
เราขอพอแล้วนะ แสดงจุดยืนเสร็จสิ้นแล้วค่ะ
ต่อไปนี้ก็เป็นเรื่องของผู้บริโภค(คนอื่น)ที่จะตัดสินใจกันเอาเองว่าตัวเองต้องการเช่นไร มันเป็นเรื่องส่วนบุคคล บังคับแนวคิดกันไม่ได้
 
 
*************************
จบข้อความจาก คคห. 94
*************************
 
อนึ่ง อันนี้เป็นดราม่าเบา ๆ ที่เราอ่านมาตั้งแต่กระทู้แรก (จริง ๆ มันก็มีแค่ 3 กระทู้แหละ ไม่ยาวด้วย เพราะมีแตกประเด็นเป็นสองกระทู้เท่านั้น)
ใครต้องการอ่านว่าเกิดอะไรขึ้นในกระทู้แรก สามารถไปหาอ่านสรุปได้ที่นี่
 

edit @ 22 Jun 2011 00:23:45 by Valentino

2008/Apr/21

คงเคยมีบ้างใช่ไหมคะ ที่คุณโกรธ โมโห เคือง หรือแค้นใครถึงขนาดเผลอแช่ง ไม่ว่าจะ "ขอให้มันคว่ำโค้งหน้า" "สาธุ ขอให้มันล่มจม"  "ขอให้มันล้มละลาย เพี้ยง!!"  "ขอให้กรรมตามสนอง"  "ไม่ได้ตายดีแน่มึง"  "ขอให้มันเจอแบบนี้บ้างเถอะวะ"  ฯลฯ

ปรกติก็คงแช่งเล่น ๆ หรือบ่นไปเรื่อยเปื่อยตามอารมณ์หงุดหงิดเท่านั้น ไม่ได้คิดจริงจังอะไร.... ก็โอเคค่ะ คนเรามีได้ทั้งนั้น เราเองก็เผลอแช่งคนอื่นบ่อย ๆ (ส่วนมากจะเป็นเมื่อดูข่าวอาชญากรรม ก็สาปแช่งคนร้ายไปเรื่อย)

แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้มีเหตุการณ์ "กรรมตามสนอง" เกิดขึ้น (และกำลังเป็นข่าวอยู่) เราก็คิดนะคะว่า การที่เกิดเรื่องแบบนั้น มันก็สมควรแล้ว เพราะคนคนนั้นทำตัวเองแท้ ๆ คือถ้าไม่ทำชั่วก่อน เรื่องแบบนี้ก็คงไม่เกิด แต่นี่เพราะกรรมคือผลของการกระทำ เคราะห์ร้ายที่เกิดขึ้นนั้นก็เป็นผลโดยตรงจากการกระทำของคนคนนั้นเอง เพราะฉะนั้นมันก็สาสมแล้วกับการกระทำของเขา ความรู้สึกของเราอาจจะไม่ถึงขั้นคิดว่า "สมน้ำหน้า" แต่ยังอยู่แค่ในขั้นคิดว่า "ตัวเองทำตัวเองแท้ ๆ" ไม่ก็ "กรรมสนองนี่เนอะ" เท่านั้น และใจหนึ่งก็คิดว่า ดีแล้วล่ะที่เกิดเรื่องนี้ เขาจะได้เข็ดหลาบ ไม่ทำอีก ซ่าเพราะมีรถซิ่ง รถพัง ๆ ไปซะได้ก็ดี จะได้หายซ่า

แต่ ไปอ่านกระทู้ในบอร์ดแห่งหนึ่งแล้วอดใจหายไม่ได้ บางความเห็นเข้ามาแสดงความสะใจ ความสมน้ำหน้าแบบใส่อารมณ์มาก เราอ่านแล้วยังกลัวเลย ว่าทำไมเค้าใจร้ายได้ขนาดนี้ แต่นั่นยังไม่เท่าไหร่ค่ะ คิดซะว่าคนพิมพ์ พิมพ์ไปด้วยความโกรธแค้นที่มีต่อการกระทำชั่วอันนั้น แต่บางคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นทำนองว่า "แค่นี้ยังน้อยไป"  "ทำไมมันไม่ตาย ๆ ไปซะเลยนะ"  "น่าจะตายไปซะรู้แล้วรู้รอดเลย คนแบบนี้รกโลก"  "น่าเสียดายที่มันไม่ถึงตาย"  ฯลฯ อ่านแล้วใจสั่นค่ะ.... ว่าเอ๊ะ คนเราอะไรจะเจ็บแค้นขนาดนั้น ใจจืดใจดำขนาดนั้นเลยเหรอ

จริงอยู่ว่าการกระทำของเขา เป็นเรื่องผิด และก่อความเดือดร้อนให้คนอื่นจำนวนมาก แต่.... ไม่รู้สิ เราคิดว่าเขาก็ยังไม่ถึงขนาดปล้นฆ่า ข่มขืนแล้วฆ่า เอามีดกระซวกใครไส้ทะลัก หรือยิงคนอื่นสมองไหล แม้ว่าสิ่งที่เขาก่อขึ้น เพื่อก่อกวน ป่วน รังแกให้คนอื่นเสียทรัพย์ และแตกตื่นตกใจนั้น มัน "สามารถ"ก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนอื่นได้ แต่เราก็ยังคิดว่า มันไม่น่าจะถึงขนาดต้องให้ตายชดใช้

จริงค่ะว่าเราเองไม่ได้สงสารนายคนนั้นเลยแม้แต่น้อยค่ะ แต่ก็ยังไม่อาจหักใจไปคิดแช่งให้เขาตายตกไปได้ลงคอ

ถ้าเป็นคนร้ายฆ่าหั่นศพ ก่อคดีต่อเนื่อง ฆ่าเด็กเล็กและคนแก่โดยไม่ละเว้น แบบนั้นสิคะถึงจะน่าแค้นขนาดอยากฆ่าให้ตายคามือ จับมันมาแล่เป็นชิ้น ๆ บ้าง ให้มันรู้สึกถึงความกลัวของเหยื่อที่มันเคยกระทำ....

แต่กรณีนี้ อ่านแล้วก็....อดสะท้อนถอนใจไม่ได้ ว่าทำไมคนดีในสังคมถึงใจอำมหิตขนาดนี้ หรือเป็นเพราะสิ่งที่เขาพูด พิมพ์ออกมา มันไม่ได้เป็นการลงมือทำจริง ๆ เลยพูดไปงั้น ๆ โดยไม่ได้คิดอะไร? แค่บ่นระบายอารมณ์เท่านั้น?

 เฮ้อ...แอบรู้สึกว่าน่ากลัวนะคะนี่

edit @ 21 Apr 2008 18:26:40 by Valentino

2008/Mar/28

Entry นี้ว่าด้วยเรื่องภาษาวิบัติตามเว็บบอร์ด หรือที่ผู้ใช้อินเตอร์เนตติดมาจากห้องแชท (เช่น IRC) หรือ Instant Messenger ต่าง ๆ (เช่น MSN) บางคนก็เรียกว่า ภาษาแชท บางคนก็เรียกว่า ภาษาเกรียน

เคยบ้างไหมคะที่อ่านแล้วรู้สึกคัน (ไม่ว่าจะคันมือ คันเท้า หรือคันปากยิบ ๆ)

อันนี้ขอไม่เอ่ยถึงเวลาวิบัติในบล็อกตัวเอง ไดอารี่ออนไลน์ เจอร์นัลออนไลน์ เว็บไซต์ส่วนตั๊วส่วนตัวของใครก็แล้วกัน เพราะบางคนก็เขียนแก้เหงา เขียนให้ตัวเองอ่าน หรือเขียนสำหรับแวดวงเพื่อนสนิท มันคือพื้นที่ส่วนตัวของเขา เขาจะแอ๊บแบ๊ว จะหลุดโลกแค่ไหนก็เป็นสิทธิเสรีภาพของเขา ถ้าเราเห็นอย่างมากก็แค่ไม่อ่าน ปิดหน้าต่างซะ เพราะไม่มีใครบังคับให้อ่าน....

ฉะนั้นวันนี้จะขอพูดถึง “พาสาปังยาอ่อง” (คำคำนี้เพื่อนอีกคนที่เป็นสต๊าฟใจร้ายของบอร์ด เขาเป็นคนเริ่มใช้ก่อน เราเลยขโมยมาใช้บ้าง) ที่ปรากฏในพื้นที่สาธารณะ ที่หลาย ๆ คนใช้ร่วมกัน ไม่ใช่ที่ส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่งค่ะ อย่างเช่น ในเว็บบอร์ด เป็นต้น

 

แต่ก่อนอื่นต้องออกตัวไว้ก่อนว่าเราไม่ได้เกลียดภาษาเพี้ยน ๆ พวกนั้นจนขนาดเห็นไม่ได้ เพียงแต่ถ้ามันปรากฏผิดที่ ผิดเวลา ผิดกาลเทศะ มันก็คงไม่แปลกที่เราจะรู้สึกว่าไม่งาม และพลอยรู้สึกรำคาญ รกหูรกตาไปด้วยใช่ไหมคะ? สำหรับเรา ถ้าเป็นการคุยกันเล่น ๆ ไม่ว่าจะแบบ 1:1 อย่างใน MSN หรือ 1:หลาย ในห้อง chat ก็รู้สึกเฉย ๆ นะคะ ยอมรับได้ และบางครั้งก็ใช้เองเสียด้วย ทั้งใน MSN หรือ ในห้อง chat หรือบางครั้งก็โพสต์ลงบอร์ดด้วย แต่ไม่ได้ใช้ไปเสียทุกคำ จนคนอ่านต้องเอามาตีรหัสลับ ว่าอีนี่มันพล่ามอะไร!?

ที่จะใช้บ่อยมักเป็นคำลงท้ายประโยค เช่น งิบ งับ ซึ่งตำแหน่งที่ใช้งานจะคล้ายครับ/ค่ะ
หรือใช้ “จิ” ใช้ “งิ” แทนคำว่า “สิ” หรือ “ซิ”

---------------------------------------------------------------------------------------------

ตัวอย่างการใช้งาน
เพื่อน :
“ร้อนนนนน ตอนนี้เราอยากกินอะไรเย็น ๆ มากเลย ไปกินบุฟไอติมกันเตอะ ใครสนมั่งอ่ะ โมจิไปป่าววววว?”
เรา
: “สน ๆ ๆ ๆ ๆ ไปด้วยจิ อาทิตย์นี้ว่างทุกวัน นัดวันมาเลยงิบ!”

---------------------------------------------------------------------------------------------

คือส่วนมากเราจะไม่ใช้กับคำที่มีผลอย่างมากกับเนื้อหาของประโยค ซึ่งถ้าเพี้ยนแล้วจะทำให้เข้าใจยากขึ้น ส่วนมากจึงมักจะวิบัติเองกับพวกคำสร้อยต่าง ๆ ที่ไม่ใช่แกนหลักในประโยค เช่น แล้ว เลย ก็อาจแผลงเป็น แย้ว เยย

---------------------------------------------------------------------------------------------

ตัวอย่างการใช้งาน
เพื่อน: “
ไปงานหนังสือมาอ๊ะยัง ได้ซื้ออะไรมาป่าว เราก็ว่าจะไปเหมือนกันเนี่ย”
เรา
: “ยังไม่ได้ไปเยยอ้ะ ยังไม่ว่างออกจากบ้านไปไหนเยย”

---------------------------------------------------------------------------------------------

แต่อันหลัง (เยย) นี่มันแอ๊บแบ๊วมากไปหน่อย ปรกติจะไม่ใช้ในห้อง chat แต่จะใช้ใน MSN เฉพาะเวลาคุยกับเพื่อนสนิทหรือแฟน...

ส่วนคำอื่น ๆ ที่ใช้แบบวิบัติบ่อย ก็จะเป็นพวกคำที่ใช้เองโดด ๆ ไม่ได้รวมอยู่ในประโยคใด ๆ เช่น อาจจะเป็นคำตอบของคำถาม ที่ไม่ต้องขยายความ ตอบแค่สั้น ๆ ได้ หรือเป็นคำที่สะกดตามเสียงของภาษาพูดแทนภาษาเขียน หรือไม่ก็พวกคำที่เลียนเสียงมาจากภาษาพูดไม่ชัด

---------------------------------------------------------------------------------------------

ตัวอย่างการใช้งาน
เพื่อน: “
แก เมื่อวานนี้แกได้โทรหาเราป่ะ?”
เรา
: “ป่าวนิ” (ภาษาพูดของ เปล่านี่)

เพื่อน: “โมจิดุว่ะ....ใจร้ายโคตร ๆ นี่เองคนร้ายที่แบนสมาชิกไป 3 คนในวันเดียว
เรา
: “ม่ายจ้ายนู๋ >o<;;” (ภาษาพูดไม่ชัดของ ไม่ใช่หนู) 

 

เพื่อน: “มีแผ่นวินโดวส์ให้ยืมมั้ยอ่ะ”
เรา: “มะมีอ่ะ” (เกิดจากการกร่อนเสียงของคำว่า ไม่มี)

---------------------------------------------------------------------------------------------

 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ภาษาวิบัติเล็กน้อยเหล่านี้ เราก็ไม่ได้ใช้กับทุกคน... คือส่วนตัวแล้วจะเคยชินที่จะพิมพ์เป็นคำเต็ม ๆ แบบภาษาเขียนมากกว่า เวลาที่จะพิมพ์เป็นภาษาพูดหรือภาษาวิบัติ มักจะเป็นเวลาที่กำลังง้องแง้ง เงี้ยวง้าว ล้อกันเล่น ล้อเลียนกันเอง แซวกัน แกล้งกัน เวลาต้องการทำให้ประโยคมีบรรยากาศล้อเล่นมากขึ้น หรือเวลาที่ต้องการให้คนอ่านอ่านเป็นสำเนียงเหมือนที่เราคิด หรืออะไรทำนองนี้ และจะไม่ใช้กับคนที่ไม่สนิทด้วยเป็นอันขาด

ภาษาวิบัติที่เราเองเห็นแล้ว”คัน” มักจะเป็นพวกที่เปลี่ยนคำที่มีผลต่อเนื้อหาของประโยค ไม่ว่าจะเปลี่ยนสระให้ยานคาง (เช่น ปายหนาย ม่ายเปงราย) หรือเปลี่ยนสระให้เสียงแปร่งไป (เช่น แบบเน้ เพ่ค๊าฟ ไปเท่ว เด๋วนะ) หรือพิมพ์แบบขี้เกียจหาตัวสะกดที่ถูกต้องบนคีย์บอร์ด (เช่น ขอโทด ขอบคุน อังกิด ซาบแล้ว) หรือพิมพ์รูปคำให้เพี้ยนไป (เช่น มั่ยดั้ย ปัยหนัย คัฟ ครัฟ รับซาฟ) หรือพิมพ์ ร.เรือ เกินมาในที่ที่ไม่ควรมี แต่ละทิ้ง ร.เรือ ในที่ที่ควรมีไปเสีย (เช่น คร่ะ ร้อเร่น จิง คับ เคียด)

ลองเอาประโยคเดิมมาดัดแปลงให้เกรียน ชวนเส้นกระตุกกว่าเดิมดูนิด..

---------------------------------------------------------------------------------------------

เพื่อน : “ร้อนนนนน ตอนเน้เราอยากกินอารัยเยน ๆ มั่กเรย ปายกินบุฟไอติมกานเตอะ คัยสนม่างอ่ะ โมจิจาปายป่าววววว?”
เรา
: “สน ๆ ๆ ๆ ๆ ปายโด้ยจิ อาทิดเน้ว่างทู้กวาน นัดวันมาเรยงิบ!”

เพื่อน: “ปัยงานหนังสือมาแร้วยาง ดั้ยซื้ออารัยมาป่าว เราก้อว่าจะปัยเหมียนกัลลล”
เรา
: “ยังมะด้ายปายเยยอ่าส์ ยางมะว่างออกจากบ้านปายหนายเยย”

และตัวอย่างใหม่.....

ใครก็ไม่รู้: “เพ่คัฟฟฟฟฟฟ ช่วยป๋มด้วย คีบอดมานเปงรายม่ายรู้ เปี่ยนพาสาเปงอังกิดม่ายด้าย”

ใครสักคน: “อยากขออานู๊ญาติพี่อ่าคร๊าฟ ถ้าจาอาวข้อมูลของพี่ ไปโพสบอดอื่นจาได้มั้ยคร๊าฟ

ใครก็ได้: “ปิดเทิมเน้ครายจาปายเท่วเท่หนายกานบ้างหลอคระ?

ใครที่ไหน: “ครัยก้อดั้ยหั้ยเรายืมหมวกหน่อยเจ่ะ”

---------------------------------------------------------------------------------------------

พิมพ์เองปวดหัวเอง.... กรี๊ดดดด

ภาษาประมาณนี้ไม่ได้เมคเอาเองจากจินตนาการนะคะ เคยเห็นตัวอย่างมาจริง ๆ แล้วลองจับมาปน ๆ กันให้ออกมาเป็นตัวอย่างแบบที่เห็น และโดยเฉพาะอันที่ใช้ คัฟฟฟฟ กับ คร๊าฟ นั่นที่บอร์ดเคยมีจริง ๆ ค่ะ เตือนไปจนนับครั้งไม่ไหวแล้ว สมาชิกช่วยตามไปจิก เอ๊ย ไปเตือนเวลาสต๊าฟไม่เห็นก็เคยแล้ว ปัจจุบันนี้เจ้าตัวหายไปเลยไม่ค่อยโพสต์ หรืออาจจะโพสต์แต่เราไม่ได้ดูก็ไม่ทราบได้... แต่เหมือนว่าเห็นล่าสุดยังวิบัติอยู่(บ้าง) คือเวลาเจอแบบนี้(วิบัติสุด ๆ หลุดโลก) เราก็อยากจะร้องกรี๊ดดัง ๆ แล้วกระชากคอเสื้อมาถามหน่อยว่า “เอ่อ คุณน้องคะ เว็บบอร์ดนี้ใช้ภาษาไทยนะคะ.... ไม่ใช่ภาษาดาวพลูโต พิมพ์ให้เหมือนมนุษย์โลกบ้างมันลำบากมากเลยเหรอ?”

 

เวลาเจอกระทู้ (บอร์ดอื่น) เนื้อหาแบบนี้ เราจะรู้สึกไม่อยากเข้าใกล้ขึ้นมาทันที เพราะมันมีรังสีที่แผ่ออกมาแล้วให้ความรู้สึกตงิด ๆ ประมาณว่า เจ้าของกระทู้จะเป็นคนที่สื่อสารด้วยยาก เหมือนมนุษย์ต่างดาว! แต่สำหรับบอร์ดที่ตัวเองดูแลอยู่ ยังไง ๆ ก็ต้องเข้าค่ะ เข้าไปอ่าน วิเคราะห์ แล้วก็ตักเตือน... หรือไม่ก็ปราบจลาจลในเวลาที่จำเป็น

นอกเหนือจากตามเว็บบอร์ด ที่อื่นที่เห็นแล้วเส้นกระตุกก็คือ... ในที่ซึ่งบรรทัดของ chat นั้น text มันเลื่อนไปไว ๆ (อย่างเช่นในเกมออนไลน์) ถ้าเจอก็...ขออ่านข้ามบรรทัดนั้นเลยก็แล้วกัน ถึงมันจะพูดกับเราเราก็ไม่อยากสน เพราะสมองไม่สามารถประมวลผลแล้วแปลข้อความได้ทัน

 

การใช้ภาษา จุดประสงค์คือเพื่อการสื่อสาร ถ้าพิมพ์แบบนั้นมาแล้วทำให้ผู้อ่านไม่เข้าใจ หรือเข้าใจได้แต่ต้องใช้เวลานาน แล้วคุณจะพิพม์ออกมาเพื่อ...?!?!?!

 

แต่อันที่จริงในบอร์ดที่เราอยู่ประจำไม่ค่อยมีเคสแบบนี้หลุดมาหรอกค่ะ และถ้ามี (นาน ๆ ที) ก็จะโดนสมาชิกช่วยกันรุมรับน้องมหาโหด... จนเจ้าของกระทู้ถ้าไม่เปลี่ยนกลับมาพิมพ์ให้เป็นปรกติ ก็จะหายหน้าไปเลยไม่กลับมาอีก

บางทีก็เป็นว่าสมาชิกบางคนเอ็ดตะโรได้โหดร้ายไปเหมือนกัน ถ้าเห็นและคิดว่าว่ากันแรงเกินไป เราหรือสต๊าฟคนอื่นก็จะเข้าไปไกล่เกลี่ยค่ะ แต่บางกรณีก็... ต้องบอกว่าตัวเองทำตัวเองจริง ๆ โทษใครไม่ได้นี่เนอะ

อ้อ จริงสิ... ไหน ๆ ก็เขียนถึงเรื่องนี้แล้วก็นึกได้ เมื่อก่อนเคยเห็นเว็บหรือบล็อก หรือไม่ก็ไดอารี่ออนไลน์ของใครสักคน (จำไม่ได้แล้วว่าเป็นเว็บประเภทไหน และเจ้าของคือใคร หรือเป็นสมาชิกของที่ไหน เพราะอ่านผ่าน ๆ ไม่ได้จดจำ) เนื้อหาหน้านั้นก็ประมาณบ่น ๆ ว่า ภาษามันจะวิบัติก็ปล่อยมันไปสิ เพราะภาษาต้องมีการพัฒนา มันจะเปลี่ยนไปบ้างก็ไม่เห็นแปลก จะออกมาโวยวายหรือโต้แย้งกันทำไม จะตำหนิคนที่ใช้ภาษาวิบัติทำไม ปล่อยให้มันเปลี่ยนไปแหละดีแล้ว เพราะภาษาที่ไม่เปลี่ยนแปลงก็คือภาษาที่ตายแล้ว... พวกที่รณรงค์ต่อต้านกันน่ะเป็นพวกสร้างภาพ กระแดะ.... ฯลฯ

เอ่อ คุณคะ... “พัฒนา” มันมีความหมายว่าเจริญยิ่งขึ้น ไม่ได้หมายถึงถดถอยลง เสื่อมลง หรือถอยหลังเข้าคลองนะคะ ลักษณะดีงามและใช้งานได้ดีที่มีอยู่ปัจจุบันนี้ มันไม่ถูกใจหรืออย่างไร? ถึงต้องตะเกียกตะกายพยายามเปลี่ยน หรือสนับสนุนเชิดชูให้มันเปลี่ยนไปในทางเลวลง?  หรือถึงจะวัดไม่ได้ว่าเลวลงในแง่ของภาษาศาสตร์ แต่อย่างน้อย ๆ ก็เลวลงในด้าน “การบรรลุจุดประสงค์ของการสื่อสาร” ล่ะค่ะ จะบอกว่ามันด้อยประสิทธิภาพในการสื่อสารก็ว่าได้! ภาษาไทยวิบัติที่บกพร่องในการสื่อสารเยี่ยงนั้น มันดีแล้วหรือคะที่จะนำมาใช้แทนภาษาไทยมาตรฐานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน?มันมีความจำเป็นอะไรหรือคะที่จะต้องแปลงสาร เปลี่ยนภาษาให้แผลงไปจนผู้อ่านไม่สามารถเข้าใจได้ในแวบแรกที่เห็น แต่ต้องใช้เวลาประมวลข้อมูล แล้วตีความออกมาเป็นภาษาไทยมาตรฐานอีกที... มันเป็นขั้นตอนที่เปลืองโดยใช่เหตุค่ะ เสียทั้งเวลา เสียทั้งพลังงาน(สมอง) แล้วยังเสียอารมณ์ด้วย เวลาเห็นภาษาวิบัติสุด ๆ แบบนั้นแล้วเราจะแล้วหงุดหงิดเหลือเกินค่ะ ว่าอีนี่ทำไมต้องมาเพิ่มความลำบากให้ตูแบบนี้ด้วย! ใช้ภาษา(คน)ไทยดี ๆ ไม่เป็นหรือไงยะ! 

สรุปว่าถ้าอยากใช้ภาษางุงิ แอ๊บแบ๊ว ที่เห็นแล้วจั๊กจี้หัวใจอย่างแรง หรือใครอ่านก็ต้องตีความ ถอดรหัสออกมา ก็ควรจะเก็บไว้ใช้กับเพื่อนสนิทดีกว่า เพราะการสื่อสารกับคนหมู่มากในทีเดียวพร้อม ๆ กัน โดยเฉพาะเมื่อในกลุ่มนั้น ๆ มีคนที่เรายังไม่รู้จักอีกหลายคน การใช้ภาษามาตรฐานจะเป็นวิธีที่ดีและได้ผลที่สุด และมีประสิทธิภาพที่สุด ไม่ควรสร้างภาระให้คนหมู่มากด้วยการใช้ภาษาที่ต้องแปลถึงสองขั้นตอน! และที่สำคัญก็คือ...การใช้ภาษาแอ๊บแบ๊วผิดที่ผิดทาง อาจทำให้คนรอบข้างจั๊กจี้ส่วนอื่นที่ไม่ใช่หัวใจแทนได้ ยิ่งถ้าเป็นสถานที่ที่ความประทับใจเริ่มแรกต้องสร้างจากตัวอักษรแล้วล่ะก็... ใครขืนโผล่มากระทู้แรกก็วิบัติซะจนหลุดโลกแบบนั้น ก็มีแววอย่างมากแล้วล่ะค่ะว่าคนอื่น(ที่ไม่วิบัติ)จะไม่คบด้วย -_-;;