Myself

หัวข้อบล็อกวันนี้ออกจะแปลกๆหน่อย จะว่าเป็น random-thought ที่ไม่ค่อยเกี่ยวกับชีวิตประจำวันก็ได้ คือ"เรื่องที่เปิดเผยและเรื่องที่ไม่เปิดเผย" มันสืบเนื่องมาจากคอมเม้นท์ของเมื่อวานค่ะ เห็นโซ่คุงเกิดเกรงใจขึ้นมา ว่าจะมาอ่านบล็อกของเราก็กลัวจะกลายเป็นการละลาบละล้วงหรือแอบสืบความลับ อะไรทำนองนั้น ก็เลยต้องบอกว่า ไม่เลยค่ะ เพราะสำหรับเราแล้ว อะไรที่เขียนลงไปในอินเตอร์เนต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขียนบันทึกไว้แบบบล็อกหรือไดอารี่ ที่ใครๆก็สามารถเข้ามาอ่านได้ จะต้องเป็นสิ่งที่เรายินยอมเปิดเผยทั้งสิ้น

อะไรที่ไม่อยากให้ใครรู้ ไม่อยากให้ใครเห็น ไม่อยากให้ใครอ่าน เราก็ย่อมจะไม่เขียนในที่สาธารณะค่ะ สรุปก็คือ ไม่ว่าจะในไดฯหรือในบล็อก เราจะเขียนในสิ่งที่อยากเขียนและคิดว่าเปิดเผยได้ แต่ไม่ใช่ปั้นแต่งเรื่องมาเขียนเพื่อให้คนอ่านนะคะ คือถ้าไม่อยากให้รู้ก็ไม่ต้องเขียนไปเลย ไม่ต้องนั่งบิดเบือนเรื่องราวให้เมื่อยตุ้ม ไม่ใช่ว่าจู่ๆก็มาปั้นเรื่องโกหกพกลม หลอกลวงผู้อ่านไปวันๆ (ยกเว้นคนที่เขียนเรื่องแต่ง ซึ่งมาจากจินตนาการอยู่แล้ว อันนั้นก็นอกประเด็นค่ะ)

มิตรภาพในอินเตอร์เนตนี่ หน้าก็ไม่ได้เห็น ผลประโยชน์ร่วมกันหรือขัดแย้งกันก็ไม่มี เป็นแค่เพื่อนคุยในยามเหงา ปลอบใจในยามเศร้า พูดคุยให้เราอุ่นใจ ปรึกษาหารือในยามสับสน ก็แค่นั้น แค่นั้นจริงๆ จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องมาโกหกกันจริงมั้ยคะ? อย่างมากก็แค่สร้างขอบเขตขึ้นมา ว่าเราจะให้เขาก้าวเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัว(ในจิตใจ)เรามากแค่ไหน แล้วก็เลือกเปิดโอกาสหรือพูดคุยแค่เฉพาะในส่วนที่เราต้องการให้เค้าเข้าถึง ส่วนซอกหลืบลึกลับอะไรที่ไม่ต้องการให้ใครย่างกราย ก็ไม่ต้องแง้มให้เขาเข้าไปเมียงมองค่ะ ง่ายนิดเดียว

ที่พูดเรื่องโกหกอะไรนี่ขึ้นมาก็ไม่มีอะไรมาก แค่บังเอิญพิมพ์ๆไปแล้วนึกได้ว่าเมื่อก่อนนี้เคยไปอ่านบันทึกของคนที่ปั้นแต่งว่าฉันเป็นอย่างโง้นเป็นอย่างงี้ แล้วสุดท้ายทุกอย่างก็พังทลาย เจ้าตัวก็โดนประนาม ไม่ได้โดนประนามเพราะโกหกเรื่องตัวเองนะคะ แต่เขาลามไปโกหกเรื่องคนอื่นบ้าง หรือโกหกเรื่องตัวเองแบบเดือดร้อนคนอื่นบ้าง เราคิดว่าถ้าจะแต่งเรื่องเพื่อให่สนุกน่ะ ก็ไม่เป็นไรหรอก ตราบเท่าที่คนเขียน(และ/หรือ คนอ่าน)จะมีความสุขในการอ่านโดยไม่เดือดร้อนคนอื่น แต่เมื่อไหร่ที่การโกหกนั้นส่งผลสะท้อนที่เลวร้ายออกมา (เช่น โกหกไปๆมาๆกลายเป็นยุให้คนอื่นทะเลาะกัน หรือกลายเป็นหลอกลวงปอกลอกคนอื่น) นั่นล่ะค่ะคือข้อเสียของการโกหก หรือพยายาม present ตัวเองในแบบที่เราไม่ได้เป็น

เพราะฉะนั้นก็จะบอกว่า ใครที่ต้องการรับรู้แง่มุมต่างๆของความคิดของฉันคนนี้ ก็ขอให้เตรียมใจไว้ได้เลยว่ามันไม่สวยหรูอย่างบทกวี แต่มันจะต้องมีทั้งแง่สว่างและแง่ที่มืดดำอยู่ เพราะส่วนตัวแล้วชอบเขียนอะไรที่อยากสื่อ อยากแสดง เขียนถึงแนวคิด หรือทัศนคติที่แท้จริงของตัวเอง เขียนถึงเรื่องที่คับแค้นใจหรืออยากระบาย เขียนบ่นในสิ่งที่อยากจะบ่น ก็คือเป็นตัวของเราเอง แสดงนิสัย(เสียๆ)ของตัวเอง นั่นแหละค่ะ

เพราะฉะนั้นอ่านได้เลยไม่ต้องเกรงใจนะคะ ที่นี่คือที่สาธารณะค่ะ ไม่ต้องคิดมากล่ะ

-------------------------------

ต่อไป...ว่ากันด้วยเรื่องงาน งานที่ว่านั่น ม้วนแรก Peru to Brazil บัดนี้ทำไปได้ 24 จาก 40 หน้าแล้ว ฮูเร~ เดี๋ยวอัพบล็อกเสร็จก็จะไปนั่งปั่นงานต่อ เป้าหมายคือให้เสร็จภายในคืนนี้ ไม่เกิน 5 ทุ่ม เพื่อที่จะได้รีบนอน แล้วพรุ่งนี้จะได้ตื่นเช้าๆมาทำม้วนที่ 2 ต่อ

เรื่องของเปรูนั่น ถึงจะน่าเบื่อเพราะสาระมากไปหน่อย ประกอบกับเป็นเรื่องที่เราไม่สนใจ แต่ก็ต้องทำใจให้สนุกกับงาน เพราะฉะนั้นเราก็เลยเริ่ม(หลอกตัวเองรึเปล่าหว่า)รู้สึกว่างานนี้น่าสนใจขึ้นมาบ้างแล้ว เพราะโฆษกในรายการจะพาเราไปรู้จักกับสถานที่ต่างๆของเผ่าที่อารยธรรมล่มสลายไปแล้ว อาทิเช่น เผ่าอินคา (Inca) ซึ่งนับถือเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์และเทพเจ้าแห่งขุนเขา อินคามีเมืองหลวงอยู่บนภูเขา แถมยังทำนาเกลือแบบเป็นชั้นๆอีกตะหาก แล้วก็เผ่าม็อชเช่ (Moche)ที่นับถือเทพเจ้าแมงมุม และชื่นชอบการบูชายัญด้วยหัวมนุษย์ (บรื๋อ) แล้วก็อาณาจักร Chimu (ยังไม่ได้เปิดเช็คเสียงเลยไม่รู้ว่าอ่านว่าอะไร) ซึ่งอยู่ริมทะเล มีเมืองหลวงชื่อ แชนแชน (Chan Chan) สร้างเมืองด้วยโคลน(ดินเหนียว) และนับถือเทพเจ้าแห่งท้องทะเล

แล้วก็ยังมีอีกเยอะ....ครึ่งหลังของสารคดีคงจะไปที่บราซิลกัน (แต่เรายังแปลไม่ถึง) นายคนนี้ทำสารคดีออกมาประมาณ 10 ตอน แต่ละตอนคงมี 1 หรือ 2 ประเทศ เขาบอกว่าเขาไป 40 ประเทศ ภายใน 150 วัน เพื่อสำรวจสมบัติของโลก 80 แห่ง (สมบัติที่เขาเลือกเองนะ บางอย่างอาจจะไม่โด่งดัง) แค่ฟังก็เหนื่อยแล้ว.... ไว้บอกกำหนดวันออกอากาศเมื่อไหร่จะเอามาบอกเน้อ

 

มาถึงเรื่องชื่อบล็อกเสียทีนะคะ พอคราวที่แล้วพูดถึงก็เลยทำให้ค้นพบว่า มีคนสงสัยตั้งหลายคนนี่นา... ว่าทำไม เพราะอะไรถึงต้อง Solitary Wolf

จริงๆกะจะเก็บไว้อัพตอนเช้า แต่คิดไปคิดมา....เดี๋ยวอัพไม่ทัน เพราะตอนเช้าจะเดินทางไปหัวหินกับครอบครัวค่ะ ยังไม่แน่ใจว่าคุณพ่อจะไล่ต้อนขึ้นรถกี่โมง มัวแต่ผัดวันประกันพรุ่ง เดี๋ยวจะไม่ทันได้อัพบล็อกก่อนออกจากบ้านกันพอดี..เพราะงั้นก็ อัพมันตอนตี 1 นี่แหละ อุว่ะฮ่ะๆๆๆๆ

ก่อนอื่นก็ เหตุผลพื้นๆ ง่ายๆก่อนนะคะ ที่ใช้ Wolf เพราะเราชอบหมาป่ามากค่ะ เป็นอะไรที่หลงใหลเลยทีเดียว ชอบถึงขนาดที่ว่า... ถ้ามีหมาป่ามายืนตรงหน้า สงสัยจะเผลอกระโดดกอดแน่ๆ

เรื่องการชอบหมาป่านี้ ตอนแรกก็ไม่มีอะไรลึกซึ้ง แค่ชอบเพราะเป็นคนรักสัตว์อยู่แล้ว โดยเฉพาะอะไรที่ดูน่ารัก ฟูๆ ปุยๆ น่ากอด หรืออะไรที่เท่ห์ มีสง่า หน้าตาหล่อหรือสวย (สาบานนะว่าพูดถึงสัตว์?) แล้วพอได้ดูหนังหลายๆเรื่องที่มีหมาป่า ได้ดูสารคดีเกี่ยวกับหมาป่า เราก็เลยตกหลุมรักสัตว์ชนิดนี้ทันทีค่ะ

แล้วก็บ้าซื้อหนังสือ ทั้งหนังสือภาพ หนังสือบรรยาย เกี่ยวกับหมาป่าทั้งหลายทั้งปวง มาเก็บไว้เต็มบ้านไปหมด คือเห็นเมื่อไหร่ต้องหยิบ โดยเฉพาะเวลาไปเที่ยวอเมริกาน่ะค่ะ ยอมลงทุนแบกกลับเมืองไทยเลยทีเดียว หนักจนหลังแอ้ก็ไม่สนค่ะ อิอิ สู้!

หลังจากนั้นเวลาในห้องเรียนที่มหาวิทยาลัย มีการให้เขียน essay หรือมี discussion ถ้าเราหมดมุก นึกอะไรไม่ออก ก็เอาเรื่องหมาป่านี่ล่ะค่ะมาพูด มาเขียน เพราะสนใจอยู่แล้ว ทำให้จดจำข้อมูลต่างๆได้ไม่ยากเลย แถมเวลาพูดหรือเขียนก็สนุกสนานไปในตัวด้วย ได้คะแนนด้วย แหม อะไรจะเหมาะปานนั้น!

อ้อ เมื่อประมาณตอนเรียนปี 2 มีเหตุการณ์หนึ่งที่ฉันประทับใจค่ะ จะว่าเป็นแรงบันดาลใจของฉันในการที่จะใช้หมาป่าเป็นโลโก้ของตัวเองในอินเตอร์เนตเลยก็ว่าได้ เรื่องของเรื่องคือ ฉันบังเอิญได้ไปเจอไดอารี่ออนไลน์ของคนคนหนึ่งเข้า (จริงๆแอบเข้าไปอย่างผิดกฏหมาย เอ๊ย แอบลักลอบเข้าไปนะคะ เพื่อนให้ URL มาเพราะเราสอบถามเกี่ยวกับคุณคนนั้นมากซะจนเพื่อนบอกว่า "ไปอ่านเอาเอง" แต่ไดอารี่ในเวบนั้นของเขานั้น เขาเอ่ยถึงในตอนหลังค่ะว่าเขาไม่ได้เปิดให้ใครเข้าและไม่ได้โฆษณาที่ไหน เลยงงและตกใจเหมือนกันที่มีคนเข้าไปอ่าน)

และก็บังเอิญ ตอนนั้นเขาคงเครียดหรือท้อแท้เรื่องอะไรสักอย่าง แล้วเค้าก็เขียนระบายแบบแรงๆ(ไม่ได้ด่าทอใครนะคะ แต่เขียนเป็นเหมือนบรรยายเชิงวรรณกรรม ถึงสิ่งที่เขากำลังเห็นหรือนึกอยู่ในจินตนาการ แล้วพอดีมันออกจะเลือดท่วมมากซะจนเราตกใจ)

เราก็กลัวค่ะ กลัวว่าเขาจะคิดสั้น ตอนแรกก็ลังเลอยู่ว่า เราจะเข้าไปเสือกดีหรือเปล่านะ... ไม่ได้รู้จักกันเสียหน่อย ถ้าไปตอบหรือปลอบ เค้าจะเคืองมั้ย จะรู้สึกว่าเราแส่ไม่เข้าเรื่องรึเปล่า แต่ในที่สุด ด้วยความที่เราชื่นชมคุณคนนั้นมาก ทั้งในวาทะที่ปรากฏใน pantip ทั้งภาพที่เขาชอบโพสต์ (คือถ้าจำไม่ผิด เขาคงชอบโพสต์ภาพหมาป่าบ่อยๆ) และเราก็มีความหลังไม่ค่อยดีเกี่ยวกับการพูดทิ้งท้ายเหมือนลาตายด้วย... ทำให้รู้สึกหมือนเจอ trauma อีกครั้ง เราก็เลยตัดสินใจทำหน้าด้าน ส่ง e-mail ไปหาเค้า

ในเนื้อหาก็ประมาณว่าพูดถึงหมาป่า เท่าที่เรารู้จากการอ่านหนังสือค่ะ ว่ามันถูกมนุษย์ปฏิบัติด้วยอย่างเลวร้ายแค่ไหน เช่นว่าจะฆ่าล้างโคตรกันเลยทีเดียว แต่หมาป่าก็ยังหลงเหลือ และรอดมาได้ เพราะความไม่ยอมแพ้ ความทรหด ความอดทน และความเข้มแข็งของมัน

ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยเราจำไม่ได้ แต่คงประมาณบอกให้เขาคนนั้นเขาสู้ต่อไปอย่างเข้มแข็งเหมือนหมาป่า

วันต่อๆมาเขาก็กลับมาโพสต์ในไดอารี่ และพูดถึง e-mail ของเราว่า อ่านแล้วรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า(ให้ตื่น) อะไรทำนองนั้น และบอกว่า เขาจะสู้ต่อไป

ตอนเราได้อ่านตอนนั้น น้ำตาปริ่มเลยค่ะ ขอบอก... รู้สึกโล่งใจ และดีใจ ที่ความปรารถนาดีของเราส่งไปถึง และสามารถช่วยเป็นกำลังใจให้คนคนหนึ่งได้ แม้จะไม่รู้จักกันก็ตาม แล้วเราก็เลยรู้สึกผูกพันกับ "หมาป่า" มาก

นอกจากจะอยากกอด อยากลูบ อยากเอาหน้าไซ้หมาป่าแล้ว ยังอยากเข้มแข็งเหมือนหมาป่า อยากเป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนอื่นได้เหมือนหมาป่า และอยากโลดแล่นอย่างภาคภูมิเหมือนหมาป่าที่อยู่ในป่า ในอาณาเขตของมัน

อ่าก! ยาวเลย แค่ Wolf คำเดียว...

แต่ ไม่ต้องห่วงค่ะ คำว่า Solitary นั้นมีเหตุผลสั้นมาก คือว่า เรายังเป็นหมาป่าที่ไม่มีฝูงค่ะ (ยังหาฝูงของตัวเองไม่เจอล่ะมั้ง ประมาณนั้น ฮา) แล้วหมาป่าเดียวดายน่ะ เค้าเรียกว่า Lone Wolf แต่ว่า คำว่า Lone มันฟังดูแข็งเกินไป และตรงเกินไป ไม่พลิ้ว ไม่สละสลวย เราก็เลยพยายามหาคำอื่นมาใช้แทน ซึ่งก็คือคำว่า Solitary นั่นเองค่ะ ทั้งนี้ ประกอบกับ รูปที่เรา scan มาจากหนังสือ เป็นรูปหมาป่านอนอยู่ตัวเดียวโดดๆ กลางหิมะที่ทับถมลงมา มันเป็นภาพที่ให้ความรู้สึกเหงา โดดเดี่ยวด้วย ก็เลยตกลงเลือกคำว่า Solitary Wolf มาเป็นชื่อบล็อกค่ะ (ที่จริงมันประมาณว่าเป็นชื่อ theme ของบล็อกมากกว่านะคะ แต่พอดีตั้งแต่เขียนมานี้ยังไม่เคยเปลี่ยน theme เลย แหะๆ...)

จบแล้วค่ะ หุหุ

ถ้าเพื่อนๆคนไหนเข้ามาอ่าน entry นี้แล้วจะอัพบล็อกพูดถึงชื่อตัวเอง หรือชื่อบล็อกบ้าง ก็บอกเราบ้างนะคะ หรือว่าเคยอัพไปแล้ว ก็สะกิดบอกกันบ้างเน้อ เราจะได้ตามไปดูค่ะ

 


edit @ 2007/04/14 01:15:15
edit @ 2007/04/14 01:26:13

List เล่น ๆ ว่าปัจจุบัน ชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันของเรา มีนิสัยเสียอะไร ต้องปรับปรุงอะไร สร้างวินัยเรื่องไหน และต้องทำอะไรเพือให้เป็นอยู่อย่างถูกสุขลักษณะบ้าง.... เพราะดูไปดูมา จะใช้ชีวิตเสเพล(อยู่ในบ้าน)มากเกินไปจนสุขภาพ(และความงาม)เริ่มโทรมทรุด

- นอนดึก(มาก.... บางวันตี 3 ตี 4 หรือตี 5 ก็มี)
---- ต้องพยายามนอนก่อนตี 1 ให้ได้ เพื่อลดริ้วรอยหน้าแพนด้ารอบดวงตา -_-

- ตื่นสาย(มาก.... บางวันปาไปเที่ยง)
---- ต้องพยายามตื่นก่อน 10 โมง เพื่อให้มีเวลาทำงานมากขึ้น

- ดื่มน้ำน้อยเกินไป
---- ต้องดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อให้ผิวนุ่มชุ่มชื่นและขับถ่ายคล่อง

- แปรงฟันไม่สะอาด
---- ต้องพยายามใช้ไหมขัดฟันช่วย อย่างน้อยก็ตอนก่อนนอน

- ใช้สายตาอยู่หน้าคอมติดต่อกันนานเกินไป
---- ต้องไม่นั่งอยู่หน้าจอนานเกินคราวละ 3 ชั่วโมง

- นั่งมากเกินไป
---- ต้องพยายามลุกไปเดิน เหยียดแข้งเหยียดขาบ้าง

- ออกกำลังน้อยเกินไป
---- ในสัปดาห์ละ 5 วันที่ไม่ไปตีแบด ต้องขยัน ใช้เครื่องวิ่งออกกำลังในบ้าน วันละ 30 นาที

- กินข้าวไม่ตรงเวลา หรือกินแค่วันละมื้อ (เนื่องจากตื่นเวลาผิดมนุษย์ -_-)
---- กินข้าว 2 มื้อเป็นอย่างต่ำ เช้าไม่สายกว่า 11 โมง เย็นประมาณ 5 โมง

- มักง่าย ไม่ค่อยดูแลผิวหน้า
---- ต้องขยันทาครีมให้ครบวันละ 2 ครั้ง

- ชอบลืมทาครีมทาผิว ทำให้มือ เท้า ศอก และเข่ากระด้าง สาก
---- ต้องหมั่นทาครีมบำรุงให้ดี!

- กินผลไม้น้อยไป
---- ต้องพยายามกินผลไม้อย่างน้อย 1 อย่าง หรือ 1 ผล ต่อวัน

- ชอบลืมรดน้ำต้นกระบองเพชร
---- ต้องไม่ลืม!

- เลี้ยงหมาทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ ทำให้มันเหงา
---- ต้องเล่นกับหมาอย่างน้อยวันละ 30 นาที ต่อ 1 ตัว (ตอนนี้มี 2 ตัวอ่ะ)


....หมดละมั้ง เยอะวุ้ย!!!!!!

 

 

* edit เพราะ.... ทำไม 7 ลบ 2 เหลือ 4!!!!! * 

edit @ 21 Oct 2007 01:24:21 by Valentino