My-Love

2008/Apr/29

ไปอ่านบล็อกคุณโก๋สิจ๊ะมา.... เห็นกำลังโศกเศร้าเพราะนาฬิกา Casio เพิ่งเสียไปแบบซ่อมไม่ได้เพราะไม่มีอะไหล่ เราเองก็ไปแชร์ประสบการณ์กับเขาด้วย แล้วคุณโก๋ก็ชี้เชิญ บอกให้เอามาอัพบล็อก เป็นการไว้อาลัยแก่น้อง ๆ นาฬิกา เอ๊ะ เข้าท่าดี แม้ตอนนี้จะติดหนี้เรื่องเล่าเกี่ยวกับครอบครัว ว่าตอนเด็ก ๆ โตมากับเกมยังไงบ้าง แต่ตอนนี้อยากเขียนถึงนาฬิกามากกว่า ก็แซงคิวเลยแล้วกัน หุ ๆ

นาฬิกาเรือนแรกในชีวิต ได้มาตอนประถม เป็นสีฟ้า/ชมพู เรือนพลาสติค คุณปู่ซื้อมาให้เป็นของขวัญเนื่องในโอกาสอะไรสักอย่าง แต่ไม่ค่อยได้ใส่หรอกค่ะ เพราะที่โรงเรียนประถมที่เรียนตอนโน้น ห้ามนำของมีค่าไปโรงเรียน เพื่อเป็นการป้องกันปัญหา เลยมีกฎห้ามนักเรียนใส่นาฬิกาข้อมือ หุ ๆ

แต่ก็....ด้วยความที่เป็นเด็กขี้เห่อ ที่โรงเรียนไม่ให้ใส่นาฬิกาก็เอาใส่กระเป๋าไป แล้วไม่รู้ไปวิ่งเล่นอีท่าไหน ทำหล่นหายไปเลยค่ะ เนื่องจากเอาของผิดกฎไปโรงเรียนเองแล้วทำหายเอง เลยไม่กล้าบอกใคร ไม่สามารถไปแจ้งหายได้ ก็เลยนอนร้องไห้สองสามวัน เป็นอันจบตำนานของนาฬิกาเรือนแรก

นาฬิกาเรือนที่สอง ได้จากคุณพ่อ เป็นมรดกตกทอดที่จ๊าบมาก จะบอกว่าเป็นคนหลงใหลของเก่า(โทรม)ก็คงใช่ แต่คิดว่าที่ทำให้ชอบนาฬิกา Casio เรือนโลหะของพ่อนัก ก็คงเพราะมันไม่เหมือนใครดี! เนื่องจากเป็นนาฬิกาผู้ชายของผู้ใหญ่ เรือนจึงใหญ่และหนัก ตอนแรกสายนาฬิกาก็ยาวเกินไปใส่แล้วหลวมสุด ๆ แต่คุณพ่อก็ทำการถอดข้อของสายออกไปหลายข้อ จนใส่ได้เกือบพอดี เจ้านาฬิกาเรือนนั้นคุณพ่อบอกว่าซื้อมานานมาก ๆ แล้ว นานจนจำไม่ได้ แต่คร่าว ๆ ก็อายุไล่เลี่ยกันกับเรา ซึ่งบัดนั้นเราก็อายุ 12 ปี....

เป็นอะไรที่ประทับใจมาก มากยิ่งกว่าตอนเห็นกระจกหน้าปัดนาฬิกาอีก (เพราะเมื่อแรกเห็นรอยขีดข่วนเล็ก ๆ เยอะมากจนอึ้ง - รู้สึกว่าทำไมพ่อใช้ของให้โทรมขนาดนี้ได้) แต่พอได้ยินว่านาฬิกาเก่าเป็นสิบปีแล้ว เลยเปลี่ยนไปอึ้งความทนทานของมันมากกว่า ฮ่า ๆ

นาฬิกาเรือนนี้จากเราไปตอน ม.4 ค่ะ ตอนนั้นพยายามใช้ส้นมือตบลูกอมลงบนโต๊ะเรียนเพื่อให้แตกเป็นสองเสี่ยง จำได้แม่นเลยว่ามันคือลูกอมบัตเตอร์สก็อตช์ ยี่ห้อ Werther's แต่พอทุบลงไป ลูกอมไม่แตกค่ะ หน้าปัดนาฬิกาต่างหากที่แตก ร่วงกราว....  (แก้ตัวหน่อยนะคะ มีคนทักหาว่าเล่นพิเรนทร์ เปล่านะยะ! แค่จะแบ่งลูกอมกินกับเพื่อน แต่มันเหลือเม็ดสุดท้ายเม็ดเดียวอ้ะ เลยกะจะทุบให้แตกจะได้แบ่งกันอม ชิส์ อย่ามาใส่ร้าย ขอบอก ขอบอก แง่ง ๆ T.T)

Casio No.1

เสียใจอย่างสุดซึ้ง.... เพราะทำพังเองกับมือ ฮือ ตอนแรกที่พังก็เอาไปบอกคุณพ่อคุณแม่ค่ะ ท่านก็บอกว่าเออของมันเก่าแล้วอย่าเสียใจเลย ไว้ลองเอาไปร้านซ่อมดูนะเผื่อซ่อมได้ เราก็เลยเอาไปร้านซ่อมนาฬิกา แต่ไม่ว่าร้านไหน ๆ ก็บอกว่าซ่อมไมได้ เพราะหน้าปัดรุ่นนี้เลิกผลิตแล้ว ไม่มีกระจกเปลี่ยนให้ รู้มั้ยว่าเราดันทุรังถึงขนาดเอาไปอเมริกาด้วย ตอนไปเที่ยวบ้านคุณป้าช่วงปิดเทอม เพราะหวังว่าที่โน่นอาจจะยังมี ผลคือคุณลุงส่ายหน้าค่ะ บอกว่าที่ร้านบอกว่าเก่าเกินไป ไม่มีอะไหล่เช่นกัน

ช่วงที่รู้แล้วว่าในเมืองไทยซ่อมไม่ได้แน่ เราก็ซึม ๆ ไป ก็คงทำให้เพื่อนสนิทชื่อพิณรู้สึกสงสารสุด ๆ คุณเธอเลยไปหาซื้อ Casio เรือนใหม่มาให้เป็นของขวัญวันเกิด ตอนเราแกะกล่องออกมา โอ้ ดีใจสุด ๆ ค่ะ แต่เพื่อนก็ทำหน้าเสียดาย ๆ แล้วบอกว่า ขอโทษนะ หาแบบที่เหมือนกว่านี้ไม่ได้ แล้วเรือนโลหะมันแพงด้วย ฮุ้วววว เพื่อน! แค่นี้ก็ซาบซึ้งจะแย่แล้ว และด้วยความที่เป็นเพื่อนซี้ ไม่มีอะไรปิดบังกันก็เลยถามจนรู้ราคา ถ้าจำไม่ผิดคง 1300 ล่ะมั้งคะ คือเท่าที่จำได้มันเกิน 1000 แต่ไม่เกิน 1500 ซึ่งจริง ๆ แล้วถือว่าเป็นราคาที่แพงมากนะสำหรับเด็กมัธยมตอนนั้น ยิ่งกับการซื้อให้เพื่อนแบบไม่มีใครแชร์ด้วยเนี่ย....

ตอนเอากลับบ้านไปอวดคุณแม่ คุณแม่ยังตกใจเลยว่าเฮ้ยทำไมซื้อของแพงขนาดนี้ให้กัน!?

Casio No.2

แหม ถึงแพงแต่ก็ใช้คุ้มนะคะคุณแม่ เพราะเรือนนี้ใช้งานได้นานเกือบ 12 ปี มันเพิ่งเกษียณไปเมื่อปีที่แล้วนี้เองค่ะหมาด ๆ

แล้วจะบอกว่า ตลอด 12 ปีมานี้ ใส่ติดข้อมือตลอดทุกวัน วันละ 24 ชั่วโมง ยกเว้น....
- เวลาเรียนวอลเล่ย์บอล
- เวลาเล่นคาราเต้
- เวลาใส่กระโปรงไปงานเลี้ยง จะเปลี่ยนไปใส่เรือนเล็ก ๆ แบบสวย ๆ งาม ๆ

คือเวลานอน หรือตอนอาบน้ำ ก็ใส่นาฬิกาตลอดค่ะ แม้แต่เวลาว่ายน้ำในสระ ในทะเล หรือตอนไปเรียนดำน้ำ เพราะถือว่ามันกันน้ำ ฮ่า ๆ ๆ เรือนนี้บอกว่ากันได้ 100 เมตรด้วยนะคะ คือประมาณว่าเจ้าของจมน้ำตายแล้วนาฬิกายังทำงานต่อได้ อิ ๆ

แล้วที่เลิกใส่นี่ไม่ใช่เพราะเครื่องกลไกมันพังหรอกนะคะ แต่เพราะด้านนอกมันบิ่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา ทำให้หมุดยึดสายนาฬิกาหลุดบ่อย ๆ แล้วพอดีช่วงที่มันหลุดทุกวันเนี่ย ก็แบตฯหมดไป เอาไปเปลี่ยนถ่านแล้วใช้ได้แค่เดือนเดียว ถ่านหมดอีกละ! (ร้านมันโกงป่าวเนี่ย เปลี่ยนถ่านตั้งร้อยยี่สิบนะ ใช้ได้เดือนเดียวเอง แง่ง) ตอนนั้นกำลังจะไปเที่ยวฮาวายกับครอบครัว ไม่อยากให้นาฬิกาสุดที่รักหล่นหายหรือหล่นไปในที่ที่เอาคืนไม่ได้ เพราะกะว่าไปเที่ยวคงสมบุกสมบันมาก ก็เลยตัดสินใจให้มันเกษียณค่ะ

Casio No.2 broken

รอยบิ่น.... หมุดหลุดออกมาทีต้องคลำหาจนวุ่นทุกที เพราะมันมีชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่ปลายหมุดด้วย ถ้าหายไปก็เสียบคืนไม่ได้ เอวังฯ

แล้วก็ไปเดินห้างกับคุณแม่ ดูร้านไหน ๆ กี่เรือนก็ไม่ถูกใจทั้งนั้นค่ะ จนร้านสุดท้ายเห็นมี Casio เยอะมาก แต่เรือนโลหะที่มีเป็นฟาร์มเนี่ยดูแล้วไม่ถูกใจสักเรือน เลยถามคนขายว่า เอาแบบที่ใส่อยู่เนี่ย มีมั้ยคะ เค้าก็ไปเปิดตู้หยิบมาให้.... อ๊ะ ดีไซน์สวยถูกใจ ดูขรึมแต่ไม่แก่ ตกลงใจซื้อเรือนนี้ทันทีค่ะ (ยังไม่ได้ถามราคาเลย =o=)

Casio No.3

สายแบบนี้อ่านในคู่มือแล้วบอกว่าเป็นเรซิ่นค่ะ ลักษณะหยุ่น ๆ เหนียว ๆ เหมือนยางเลยล่ะ ใส่แล้วนุ่มดีไม่ระคายผิว (เรือนเก่าสายเป็นพลาสติคอย่างเห็นได้ชัดค่ะ ใส่ไปสักเดือนสองเดือนจะเริ่มแข็งจนถอดวางไว้แล้วสายยังโค้งเป็นรูปข้อมืออยู่เลย คงสภาพไปซะแล้ว.... แต่เรือนนี้ไม่เป็น แล้วก็ กันน้ำ 100 เมตรเหมือนเรือนที่แล้ว

 

ที่จริงถ้านับนาฬิกาที่ซื้อเอง คงนับไม่ถ้วนค่ะ เพราะเวลาเดินห้างเห็นนาฬิกาเรือนที่สีสวย ๆ น่ารัก หรอืเป็นแฟชั่นวัยรุ่นแล้วไม่แพง ก็มักจะซื้อ (พูดเมหือนซื้อบ่อย แต่ที่จริงแบบเรือนละ 199, 299 นี่ เฉลี่ยแล้วซื้อปีละเรือนเท่านั้นแหละ) แต่พวกนั้นใส่ตามการแต่งตัว อย่างสมมติถ้าไปเที่ยวแล้วใส่เสื้อผ้าสีฟ้า ๆ ก็ใส่เรือนที่สายสีฟ้า โทนชมพูก็ใส่สายสีชมพู หรือไปงานกลางคืนอย่างพวกงานแต่งงาน ก็ใส่เรือนโลหะที่ดูเป็นกุลสตรีหน่อย เช่นเรือนนี้

Other Watch

เรือนนี้เพื่อนผู้ชายซื้อให้สมัยม.ต้นค่ะ น่าจะ ม.3 นะตอนนั้น จำไม่ได้ หรืออย่างช้าก็ ม.4 เป็นเพื่อนที่เคยสนิทกันมากชื่อแอม คงซื้อให้เพราะเห็นเราใส่คาสิโอของคุณพ่อทุกวัน คงขัดใจที่เราไม่สมหญิง ฮ่า ๆ เรือนนี้ใส่ไม่บ่อยค่ะ ตอนนั้นถ้าใส่ก็ใส่เวลาไปเที่ยวกันในกลุ่มแล้วแอมไปด้วย (ตอน ม.ต้นเราไปไหนก็ใส่กางเกงยีนส์เสื้อเชิ้ตค่ะ ไม่ใส่หรอกกระปรงกระโปรงน่ะ) หรือเวลาไปดินเนอร์ร้านหรู ๆ กับคุณย่าเท่านั้น แล้วจะบอกว่า ใส่ไปหกล้มมาด้วย.... หน้าปัดแตกเลย เสียดายอย่างสุดซึ้งจนเอาไปซ่อม เปลี่ยนกระจกใหม่ จำไม่ได้ว่าเท่าไหร่แต่อยู่ในงบที่จ่ายได้โดยไม่เสียดายน่ะค่ะ ถึงแอมจะบอกว่านาฬิกาเรือนนี้มันถูก ๆ ก็เถอะ.... แต่มันมีคุณค่าทางจิตใจนิคะ ถึงค่าซ่อมแพงครึ่งนึงของนาฬิกาก็ยังอยากซ่อมอยู่ดี ฮิ้วววว แต่หลังจากถ่านหมดเมื่อหลายปีมาแล้วก็ยังไม่ได้ใส่อีกเลย เพราะเวลาออกจากบ้านมักไม่มีเวลางมหานาฬิกา.... เลยใส่คาสิโอที่ใส่ติดมืออยู่แล้วนั่นแหละออกไปทุกที

แต่กับนาฬิกาที่ใส่ตลอดเป็นชีวิตประจำวันก็มีแต่คาสิโอทั้งสามเรือนนี้เท่านั้น

กำลังคิดอยู่ว่า นาฬิกาคู่ใจเรือนต่อไปจะได้ซื้อเมื่อไหร่ อีก 10 ปีหรือเปล่า? และจะซื้อยี่ห้อไหน? สงสัยจะหนีไม่พ้นคาสิโอล่ะมั้ง ฮ่า!

 

- แก้ไข - สะกดผิด / พิมพ์ผิด (-0-;;)

edit @ 29 Apr 2008 02:50:12 by Valentino

2007/Nov/04

ไหน ๆ ก็ยังเป็นวันเดียวกันกับที่อัพ entry ที่แล้วอยู่ ก็ขอติสต์แตกต่ออีกนิด...

จากเมื่อวานที่เขียนบทร้อยกรองเป็นกาพย์ยานี ๑๑ (ลองใช้เลขไทยเพื่อความสวยงาม) เพื่อนสาว(ไม่ใช่ประเภทสอง)คนหนึ่งทักขึ้นว่า....มันโมโนโทนไปหน่อย เออ พอตอนนี้ตื่นเต็มตาแล้วอ่านดูอีกทีก็รู้สึกเห็นจริงดังนั้น แต่จะเขียนใหม่เล่าไซร้ก็ไร้ซึ่งความขยัน เพราะฉะนั้นขอ rephrase จำแลงประโยคและขยับยักย้ายคำในบางวรรค เพื่อสร้างเสียงสูงต่ำขึ้นมาบ้าง... เขี่ย เอ๊ย เขียนไปเขียนมารู้สึกสนุกดีแฮะ เหมือนแก้การบ้านส่งคุณครูอีกครั้ง แล้วรอลุ้นว่าคุณครูจะชมเรามากขึ้นกว่าเมื่อวานหรือเปล่า! อะไรทำนองนี้

 

       ความรักคืออาวุธ              อันแสนสุดพิสดาร
ถูกเตรียมไว้ก่อการ                  ทรมานให้ทุกข์ทน
ความรักคือยาพิษ                   ที่พิชิตทุกแห่งหน
หากพลาดไปหลงกล               อาจเสียคนจนเกิดภัย
ความรักคือคมเขี้ยว                 ซึ่งลดเลี้ยวเข้ากลางใจ
ฉกกัดฝังพิษให้                      ผู้โดนไซร้ไร้เรี่ยวแรง
ความรักคือคมมีด                    ที่พร้อมกรีดและทิ่มแทง
จู่โจมโหมเลือดแดง                แล้วจึงแย่งชิงวิญญาณ
ความรักคือเปลวไฟ                อันลุกไหม้แผดเผาผลาญ

กราดเกรี้ยวคล้ายเพลิงมาร      จงอย่าหาญ เข้าใกล้มัน.

แต่ว่า หนูแก้พยางค์ท้ายให้เสียงสูงขึ้นมาได้แค่ 2 วรรคเท่านั้นอ้ะ >o<;; ว่าแต่มันฟังดูไพเราะขึ้นป่างหรือเปล่าจ๊ะ?   

 

ป.ล. ที่คุณเพื่อนยกกาพย์ยานียอดฮิตมาให้อ่านว่า...

   "ความรักเหมือนโรคา   บันดาลตาให้มืดมน
ไม่ยินและไม่ยล             อุปสรรคใดใด
ความรักเหมือนโคถึก     กำลังคึกผิขังไว้
ก็แล่นจากคอกไป         บ่ยอมอยู่ ณ ที่ขัง"

อันนี้ก็คุ้น ๆ แฮะ (คือคุ้นว่าเคยได้ยินที่ไหนสักแห่งในห้องเรียน แต่ถ้าเริ่มให้ 1 วรรค แล้วให้ว่าต่อให้จบนี่ จำไม่ได้จริง ๆ) อันนี้น่าจะมาจากคำพังเพยที่ว่า "ความรักทำให้คนตาบอด" ชิมิคะ? ครึ่งหลังอ่านแล้วนึกถึงเพลงประกอบละครเรื่องบุพเพสันนิวาส "รักเหมือนโคถึกที่คึกพิโรธ ความรักเช่นนั้นให้โทษ จะไปโกรธโทษรักไม่ได้..." เหอ ๆ

 

 

2007/Nov/04

จู่ ๆ วันนี้ก็นึกถึงสมัยที่เคยเล่น chatroom ของ Yahoo! ขึ้นมาได้... ซึ่งเป็นช่วงที่เพิ่งเริ่มหัดเล่นอินเตอร์เนต (สังเกตว่าที่ใช้คำว่า "เล่น" เพราะได้แต่เล่นเท่านั้นจริง ๆ ไม่ได้ "ใช้" งานอะไรจริงจังแม้แต่น้อย) ซึ่งก็เป็นสมัยเรียนมัธยม 4 (โอ้ววว ไม่อยากนับถอยหลังเลยล่ะ ว่ามันก็ปาเข้าไป 10 ปีมาแล้ว)

แน่นอนว่ามนุษย์ผิดเพศ เอ๊ยไม่ใช่.... สาวน้อยไร้เดียงสาที่เกลียดการโดนคนหน้าหม้อมาป้อมาหลีอย่างเข้ากระดูกดำอย่างเรา ย่อมต้องแสร้งทำตัวเป็นผู้ชายชะเอิงเงย...

เรื่องยาวตัดให้สั้น ฉับ ๆ ๆ ...

ไป ๆ มา ๆก็ไปมีพี่ชายร่วมสาบานคนหนึ่ง จำชื่อไม่ค่อยได้ แต่น่าจะประมาณ Drakynn อะไรเทือกนี้ ซึ่งปรกติพี่แกก็เป็นคนเฮฮาร่าเริงดี มีอารมณ์ขัน คุยด้วยแล้วแสนนนนจะสนุก แต่ทว่า.... เมื่อไหร่ที่แก hurt ขึ้นมา หรือนึกถึงความรักอันขมขื่นเหลือคณาของตน ก็จะกลายเป็นมนุษย์ bitter ขึ้นมาทันที... คือพูดอะไรออกมามีแต่ความขมขื่นแค้นใจ จนคนรอบ ๆ พลอยรู้สึกหมองไปด้วย

ก็นะ เดาว่าเขาคงผ่านสมรภูมิมาเยอะและเจ็บตัวมาแยะ เลยมองความรักในแง่ร้ายเหลือเกิน อยู่มาวันหนึ่ง พี่แกก็ร่ายบทกวีที่ถึงกับทำให้เราสะดุ้ง (สะดุ้งเพราะว่าสมัยนั้นเรายังอ่อนต่อโลก เลยไม่คิดว่าจะมีคนที่คับแค้นขื่นขมขนาดนี้ มองโลกในแง่ร้ายแบบนี้อยู่ด้วย)

กลอนบทนั้นมีอยู่ว่า... (ประมาณนะ เพราะจำเอา ไม่ได้จด)

"Love is a weapon, aimed straight at the heart,
eager and willing to tear it apart.
Love is a sword, ready to pierce,
Wanting to cause pain deep and fierce."

 ซึ่งลอง search ด้วย Google ดูทีหลัง ไม่ปรากฏว่ามีใครเคยเอ่ยถึง ก็เลยไม่รู้ชื่อคนแต่ง ตอนนั้นเราก็โมเมเอาว่าพี่ชายร่วมสาบานทางอินเตอร์เนตคนนี้แหละแต่งเอง...

ประหลาดใจที่ยังจำได้จนถึงทุกวันนี้ (เออ ทีสูตรคำนวณวิชาคณิตศาสตร์อ่านทุกวันยังจำไม่ได้ ชิส์!!!) เมื่อกี้ตอนกำลังอาบน้ำบทกลอนนี้ก็แวบขึ้นมา ก็เลยลองพยายามแต่งเป็นภาษาไทยบ้าง โดยใช้ theme ของอารมณ์เดียวกัน .... งืม ๆ ๆ ..... และแล้วมันก็ออกมางู ๆ ปลา ๆ แถมไม่ค่อยสละสลวย แต่ก็นะ... ถือว่าหาเรื่องอัพบล็อกได้แล้วเรื่องหนึ่ง ก็เลยอยากเอามาลงไว้ว่า ครั้งหนึ่งเราก็มีวันที่เข้าถึงอารมณ์ในบทกลอนภาษาอังกฤษบทนั้นเหมือนกันนะเออ... 

อะแฮ่ม... 

       ความรัก คืออาวุธ             อันแสนสุด พิสดาร
ถูกเตรียม ไว้ก่อการ              ทรมาน  ให้ทุกข์ทน
ความรัก คือยาพิษ                ที่ใช้ปลิด ชีวิตคน  
หากพลาด แม้สักหน            ไปหลงกล อาจมีภัย
ความรัก คือคมเขี้ยว             ซึ่งลดเลี้ยว เข้ากลางใจ
ฉกกัด ฝังพิษให้                   ผู้โดนไซร้ ไร้เรี่ยวแรง
ความรัก คือคมมีด                ที่พร้อมกรีด และทิ่มแทง
ซ้ำเติม จนเลือดแดง            แล้วจึงแย่ง ชิงวิญญาณ
ความรัก คือเปลวไฟ             อันลุกไหม้ คล้ายเพลิงมาร
หากเกรง หวั่นถูกผลาญ        จงอย่าหาญ เข้าใกล้มัน.