เห็นในบอร์ดใหญ่แห่งหนึ่งกำลังมีประเด็นใหญ่โตเกี่ยวกับละครทีวี โดยที่ตัวเองก็ไปเกาะมุงเวทีกับเค้าด้วย แล้วสอดปากเป็นระยะ ๆ มีคนพูดถึงประเด็นพ่อแม่ผู้ปกครองไม่ดูแลเด็กในบ้าน ปล่อยให้ทีวีเลี้ยงลูก อืม.... เราเองก็ลองมาย้อนคิดถึงตัวเอง.... ว่าสมัยเด็ก ๆ พ่อแม่เลี้ยงเราด้วยทีวีอย่างไร
20 หรือเกิน 20 ปีที่แล้ว เท่าที่จำความได้ หลังอาหารมื้อค่ำ ซึ่งทุกคนในครอบครัวจะนั่งโต๊ะพร้อมหน้า ก็จะเป็นเวลาของทีวี แน่นอนว่าสมัยนั้นที่บ้านเราไม่ตั้งทีวีไว้ในห้องกินข้าว คงเพราะพ่อแม่ค้นพบว่า ถ้ามีสิ่งล่อตาล่อใจ ลูกก็จะเผลอไปมอง ไม่มีสมาธิในการกินข้าว ดังนั้นเวลาที่จะได้ดูทีวีคือ หลังกินข้าวเสร็จแล้ว หลังพูดคุยสัพเพเหระรายวันแล้ว และอาจอาบน้ำ ทำการบ้านจนเสร็จก่อนด้วย
สมัยนั้นการ์ตูนหลังข่าวภาคค่ำฉายกี่โมงหนอ.... 2 ทุ่มหรือเปล่าคะ? จำได้แค่ว่า เราจะได้ดูการ์ตูนหลังข่าวจนจบ แล้วค่อยเข้านอน เพราะรู้สึกว่าจะมีช่วงหนึ่งที่มีฉายเรื่อง"มิติมืด" (ถ้าจำไม่ผิดเป็นหนังผีใช่ไหม?) พอไตเติ้ลละครขึ้น เป็นรูปพระจันทร์กลางท้องฟ้ายามดึก (บรรยายไปเท่าที่หลับตาแล้วเห็นภาพ ซึ่งภาพที่ติดตาอาจจะไม่ใช่ของจริงที่ฉายก็ได้ เอิ๊ก) เราก็จะขึ้นบ้าน ไปนอนในห้องนอนชั้น 2
ส่วนการ์ตูน.... มันนานเหลือเกินจนจำไม่ได้แล้วว่าการ์ตูนหลังข่าวสมัยนั้นมันเรื่องอะไรบ้าง มี Bug Bunny หรือเปล่านะ? หรืออาจจะเป็น Road Runner (บี๊บ ๆ~!!) อ๊ะ! นึกออกแล้ว มี Popeye นั่นเอง จำได้ว่าคุณแม่ชอบบอกว่า กินผักสิลูก จะได้แข็งแรงเหมือนป๊อปอาย ใครตัวโต ๆ มารังแกก็ไม่กลัว ตอนเด็ก ๆ คุณแม่ต้มแกงจืดปวยเล้งให้กินบ่อย ๆ รวมทั้งแกงจืดผักตำลึงด้วย เพราะน้ำซุปของผักสองอย่างนี้มันหวาน ตัวผักเองต้มแล้วก็เปื่อยดี กินง่าย ไม่ติดคอ
อ๊ะ ไถลไปเข้าเรื่องของกินจนได้สิน่า.... หิว ฮืออออออออ
มาพูดเรื่องทีวีกันต่อ
พอถึงช่วงที่มีฉายเรื่อง "ตุ๊กตาจ๋า" และเรื่อง "ห้องหุ่น" เราจะได้รับอนุญาตให้นั่งดูทีวีต่อจนเพลงไตเติ้ลจบ เพราะชอบเพลง เมื่อก่อนฟังจนร้องได้เลย ตอนนี้ก็ยังจำเพลงห้องหุ่นได้อยู่ แต่เพลงตุ๊กตาจ๋าลืมไปเกือบหมดแล้ว หุ ๆ
พอโตขึ้นมาอีกหน่อย หลังจากที่ย้ายบ้านมาหลังปัจจุบันแล้ว (บ้านหลังนี้น่าจะ 18 ปีแล้วล่ะ) รู้สึกว่าจะได้ดู "บาร์บ้า ปาป้า" ที่มันเป็นครอบครัวตัวประหลาดนิ่ม ๆ ที่แปลงร่างเป็นอะไรก็ได้ รู้สึกว่าเรื่องนี้ถึงจะไม่มีบทพูดที่แปลเป็นไทยได้ แต่ก็สอนเรื่องการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่น และความรักความเอื้อเฟื้อในครอบครัว คิดว่าเป็นการ์ตูนที่เหมาะสำหรับเด็กดีนะ เพราะมันดูเพลินดี และเมื่อไม่มีบทพูดก็ไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะทางภาษาเลย
อีกเรื่องที่จำได้คือ Pink Panther แต่นึกไม่ออกแล้วว่ามันสอนอะไรบ้าง เพราะเนื้อเรื่องดูเหมือนจะแอ๊บสแตรคมาก เหมือนมีไว้ให้ดูเพลิน ๆ พักสายตา แล้วก็ฟังเพลงมันมากกว่า (รู้สึกเพลงมันวนซ้ำ ๆ หลอน ๆ เหมือนสะกดจิตให้นอนยังไงก็ไม่รู้ เอิ๊ก)
พอโตขึ้นมาหน่อยก็ดูอิคคิวซัง จำได้ว่าชอบมาก ๆ กลับจากโรงเรียนทุกวันต้องมานั่งดู
ความจำเท่าที่จำได้ เวลาดูทีวีพ่อกับแม่จะอยู่ข้าง ๆ ทุกครั้ง ยกเว้นเวลาที่คุณแม่เปิดเทปวีดีโอที่อัดแต่การ์ตูนให้ (คุณพ่อขยันมาก กลัวบางเวลาลูกไม่มีการ์ตูนดู ก็อัดการ์ตูนจากทีวีใส่ม้วนเทปไว้เป็นตั้ง ๆ ให้คุณแม่เลือกมาเปิดให้ดู) อันที่เป็นเทป รู้สึกว่าจะเป็นเรื่องบาร์บ้า ปาป้า ซะส่วนมากนะ เพราะจำได้ว่าสมัยนั้นเคยนั่งดูเพลิน ๆ ติดต่อกันหลายตอน
โตขึ้นมาอีกนิดก็ดูหนังจีนกำลังภายใน ซึ่งอาจมีพ่อแม่กำกับบ้างหรือไม่มี แต่ถ้าจำไม่ผิดจะดูกับพี่สาว (แก่กว่าเรา 6 ปี) เนื่องจากพี่สาวติดหนังจีนมาก ขนาดตั้งชื่อหมายังตั้งชื่อว่า "ป๋อเง็ก" เลย ซึ่งคุณแม่และคุณป้าก็เห็นชอบด้วย เพราะรู้สึกว่าจะชอบเหมือนกันทั้งบ้าน อิ ๆ (แต่เราไม่เกี่ยว เพราะตอนนั้นป๋อเง็กอายุเท่าเรา ตอนตั้งชื่อกันเราคงยังแบเบาะอยู่)
หนังจีนที่จำได้แม่นว่าดูสมัยประถมก็เช่น ชอลิ้วเฮียง (กรี๊ดอาเฮียเจิ้งเส้าชิวมาก ๆ เพราะพี่แกหล่อ cool หน้าใสปิ๊ง มาดนิ่มกรุ้มกริ่มอีกต่างหาก) เล็กเซี่ยวหงส์ กระบี่พิฆาตดาวเหนือ (เหอเจียจิ้งนำแสดง - คุณจั่นเจานั่นเอง - เรากรี๊ดพี่แกมาตั้งแต่ตอนอยู่ประถมเชียวนะนี่ โอ้ว) แล้วก็กระบี่ไร้เทียมทาน ซึ่งส่วนมากถ้าเป็นเรื่องที่ฉายทาง IBC6 หรือ IBC7 เนี่ย มันจะฉายเวลาอาหารค่ำพอดี ที่บ้านใหม่นี้มีทีวีในห้องกินข้าว ที่บ้านก็จะดูหนังจีนด้วยกัน
นอกจากนี้ที่ดูแบบเป็นล่ำเป็นสันก็ การ์ตูนช่อง 9 ตอนเช้าวันเสาร์อาทิตย์ เรื่องที่ชอบก็ดราก้อนบอล หน้ากากโซโร อ่ะ (เรื่องอื่นลืมหมดแล้ว) แล้วก็มีที่ไม่ใช่การ์ตูนแล้วเราติดมากด้วย คือตำรวจเหล็กจีบัน เชียร์คุณตำรวจสุดใจขาดดิ้น ดูแล้วอินมาก ๆ เวลาพระเอกกำลังตกที่นั่งลำบากเราจะแหกปากเชียร์ อ๊าย อย่าเข้ามานะ ไอ้ผู้ร้าย ไปไป๊ชิ่ว ๆ กรี๊ดดดด จีบันลุกขึ้นมาสิ ลุกขึ้นมา ว้ากกก ตำรวจจ๋าช่วยด้วยยยย จีบันจะตายแล้ว (ก็จีบันนั่นแหละตำรวจ ฮ่วย)
ส่วนละคร..... จำไม่ค่อยได้ว่าเคยดูละครหลังข่าว นอกจากเรื่องที่กล่าวถึงไปแล้ว ซึ่งปรกติจะดูแต่ไตเติ้ลเพื่อฟังเพลง และบางวันอาจได้ดูเนื้อเรื่องด้วย
แต่เรื่องที่จำได้ว่าได้ดู รู้สึกว่าจะเป็น "ไผ่แดง" ซึ่งนึกไม่ออกเหมือนกันว่าตอนกี่ขวบ และถ้าจำไม่ผิดจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับตำรวจที่สืบคดี ตามจับคนร้ายใช่มั้ยนะ? แล้วก็มีอีกเรื่องที่นึกชื่อเรื่องไม่ออกเลย เป็นเรื่องผี ๆ ที่มีผู้หญิงถูกฆ่าชิงทรัพย์แล้วตัดข้อมืออ่ะ แล้วมือนั่นมันมีวิญญาณแค้น เลยกลับมาแก้แค้นอะไรทำนองนี้ เนื้อเรื่องเป็นไงไม่รู้ รู้แต่น่ากลัวมาก ๆ คิดว่าคงเพราะไม่ได้ดติดตามดูอย่างสม่ำเสมอเลยนึกเนื้อเรื่องไม่ออก
อ้อ นอกนั้นจะมีหนังจักร ๆ วงศ์ ๆ ตอนเช้า ช่อง 7 ล่ะมั้ง จำได้ตอนเล็ก ๆ เคยเล่นเลียนแบบ "ขวานฟ้าหน้าดำ" กัน'หนุกหนาน'มาก
ละครที่ฮิตเลียนแบบในหมู่เด็ก ๆ มากขึ้นมาหน่อยก็มีเรื่อง "เหิรฟ้า" (สมัยไหนหว่า? ประถมมั้ง?) เนื้อเรื่องจำไม่ได้ คงเพราะไม่ได้ติดตามดูตลอด แต่ที่จำติดตาและติดหูคือฉากไปตะโกนริมหน้าผาว่า "เหิรฟ้าาาาาาาาา" (มันเป็นฉากไตเติ้ลหรือเปล่านั่น?) หลังจากนั้นเวลาไปที่สูง ๆ ทีไรก็ต้องตะโกนว่า "เหิรฟ้า" เลียนแบบทีวี.... ฮ่า ๆ อินเทรนด์
ละครที่ติดตามดูด้วยตัวเองเรื่องแรก(ที่ไม่ใช่หนังจีนกำลังภายใน) คิดว่าเป็นเรื่อง "พลังรัก" ที่พี่ตั้ว ศรัณยู เล่น หนึ่งคือดูเพราะชอบพี่ตั้ว สองคือดูเพราะอยากรู้ว่าตอนต่อไป"คุณพ่อ"ในเรื่องจะแก้ปัญหายังไง ความลับจะแตกมั้ย แต่เรื่องนี้มันฉายตอนเย็น ประมาณ 5 โมงมั้ง บางวันกลับบ้านไม่ทันก็มี (ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดก็อยู่ ม.ต้นแล้วล่ะ)
แต่ที่ดูบ่อยที่สุดคงจะเป็น.... ภาพยนตร์จอเงินนั่นแหละ ที่คุณพ่อไปเช่าแผ่น Laser Disc มาดูที่บ้าน เนื่องจากเป็นหนังเช่า เลยต้องดูพร้อมกันทุกคนรอบเดียว และแน่นอนว่าเพื่อไม่ให้ต้องเช่าซ้ำอีก จึงมีการก๊อปปี้เป็นวีดีโอเทปเอาไว้เผื่อใครอยากดูอีก หรือเผื่อใครพลาดรอบฉายรอบนั้น เรื่องสุดฮิตก็ต้องเรื่องที่นำแสดงโดย Arnold Schwarzenegger เพราะเป็นฮีโร่ที่คุณพ่อติดตามผลงานมาตั้งแต่ยังหนุ่ม เนื่องจากบทบู๊มันถึงใจ อ่า ถ้าจำไม่ผิด ยุค Laser Disc นี่น่าจะเป็นช่วงประถมปลายถึงมัธยมต้น
จำได้ว่าตอนดูเรื่อง Terminator ภาคไหนซักภาค มีฉากบนเตียงด้วย แม้จะมีผ้าห่มคลุมอยู่.... คุณพ่อคว้ารีโมทมาเปลี่ยนช่องเป็นช่องทีวีแทบไม่ทัน 555 ตอนนี้นึกไม่ออกแล้วว่าลูก ๆ ถามอะไรบ้าง หรือคุณพ่อพูดว่าอย่างไร
อ๊ะ นึกได้อีกอย่าง พอเลยวัยประถมแล้ว ก็ได้รับอนุญาตให้ดูทีวีดึก ๆ ได้ รายการที่เลือกดูก็.... Big Cinema ที่เอาหนังฝรั่งมาฉายทุกคืนวันเสาร์ (ถ้าจำไม่ผิด) ส่วนวันธรรมดา รู้สึกว่าจะมีหนังจีนอะไรสักอย่าง ถ้าไม่ใช่เหอเจียจิ้งแสดงก็คงเป็นเจิ้งเส้าชิว เพราะจำได้ว่าตามดูเพราะดารา (ตอนนี้เลยจำเนื้อเรื่องหรือแม้แต่ชื่อเรื่องก็ไม่ได้ เป็นไงล่ะ...) สำหรับ Big Cinema พ่อกับแม่จะดูอยู่ที่ห้องนอนชั้นบน ส่วนเราดูที่ทีวีห้องกินข้าว วันไหนเป็นหนังน่ากลัวหรือ thriller อย่างเช่น "พันล้านผึ้งนรก" (คงกลัวฝังใจมาก จนจำชื่อเรื่องแม่นเชียวตู) คุณแม่จะเดินลงมาเรียกขึ้นไปซุกผ้าห่มดูด้วยกัน แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ดูคนเดียวได้สบาย ๆ ก็จะแยกกันดูแบบที่บอก แล้วพอหนังจบ คุณแม่มักจะเดินลงมาข้างล่าง เพื่อดูความเรียบร้อยก่อนเราขึ้นนอน (เช่น ปิดไฟ ปิดทีวีหรือยัง)
ช่วงม.ปลายรึเปล่าที่มีฉายเรื่องเปาบุ้นจิ้น ตอนเย็น ช่อง 3.... อันนั้นเป็นอะไรที่ต้องตามดูเพราะติดทุกคน ถ้าวันไหนใครกลับมาไม่ทันดู จะต้องมีการเล่าเกิดขึ้นตอนกินข้าว เพราะฉะนั้นคนที่ได้ดูต้องตั้งใจดูมาก ๆ เป็นการเผื่อแผ่กัน เอิ๊ก....
นอกนั้นประสบการณ์เรื่องทีวีก็คงไม่มีอะไรมาเล่าแล้ว เพราะพอเข้ามหาวิทยาลัย ก็เหมือนบอกลาทีวีไปเลย เพราะตอนไปอยู่หอพักนักศึกษาสมัยเรียนปี 1 ทั้งเราและรูมเมทเป็นคนไม่ค่อยดูทีวี ก็เลยไม่มีใครเอาทีวีมาดู มีแต่เราที่อาสาเอาวิทยุมา คุณพ่อก็ไปเลือกซื้อแบบที่ฟังได้ทั้งเทปและซีดีมาให้ ก็ฟังแต่วิทยุกับซีดีกันไป
ปัจจุบันเป็นคนห่างไกลทีวี ในห้องนอนก็ไม่มีทีวี ที่ไม่ดูนี่นอกจากขี้กียจ (<< ไอ้นี่แหละสาเหตุหลัก) แล้วยังตั้งใจไม่ดูด้วย เพราะบางทีรู้สึกว่าดูทีวีแล้วเวลาหดหายไปมากกว่าที่ตั้งใจไว้ เพราะงั้นจะดูก็ต่อเมื่อดูข่าว หรือดูรายการสารคดี และเมื่อเดินผ่านทีวี ถ้าจะนั่งแช่ดูนานก็เพราะเดินผ่านทีวีแล้วเห็นว่าคุณพ่อหรือคุณแม่ หรือน้องชาย กำลังเปิดช่องที่มีหนังที่เราสนใจเนี่ยแหละ (เช่น วันก่อนมีเรื่อง Gremlin เรากลับมาจากข้างนอกเลยนั่งดูกับคุณแม่ เพลิน.... 2 ชั่วโมงผ่านไปไวเหมือนโกหก)
มานั่งคิดดู.... เด็กสมัยนี้บางคนดูทีวีนับเป็นชั่วโมงต่อวันเยอะกว่าเราอีก เราว่าบ้านเราดูทีวีเยอะแล้วนะ (คิดไปเอง) ถ้าดูแล้วพ่อแม่คอยชี้แนะตลอดหรือสม่ำเสมอก็คงดี เพราะทีวีมันก็เป็นสื่อที่ป้อนอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะ โดยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ซึ่งคนดูก็ต้องเลือกบริโภค แต่สำหรับเด็กที่ยังเลือกไม่เป็น แยกแยะไม่ได้ ยังอ่อนประสบการณ์ พวกเค้าอาจจะซึมซับอะไรผิด ๆ เข้าไปก็ได้ แต่ไอ้ที่มันป้อน ๆ มานั่นน่ะ ถ้ารู้จักดัดแปลงสถานการณ์ให้กลายเป็นประโยชน์ ก็ดีไปเนอะ....
แต่พ่อแม่ที่ไหนจะมีเวลามานั่งเฝ้าทีวีกับลูกตลอดล่ะเนี่ย ของเราที่ถามนู่นถามนี่ได้ตลอดเวลา ค่อย ๆ สะสมประสบการณ์และทักษะในการแยกแยะจาก "ตัวอย่าง" ในทีวีได้ ก็เพราะคุณแม่ไม่ทำงานนอกบ้าน ดูแลบ้าน เลี้ยงลูกอย่างเดียวนั่นแหละ แต่สมัยนี้ส่วนใหญ่ก็คงพ่อแม่ทำงานนอกบ้านทั้งคู่ เวลาลูกอยู่คนเดียว(หรืออยู่กับพี่เลี้ยง)ถ้าสามารถเข้าถึงทีวีได้ ก็อาจจะไปดูอะไรที่ไม่เหมาะกับวัย หรือเกินความสามารถในการเรียนรู้/แยกแยะก็ได้
น่ากลัวเหมือนกันเนอะ
edit @ 23 Apr 2008 12:12:17 by Valentino
*หมายเหตุ comment 4 ที่หายไป ของเราเองแหละ พอดีพิมพ์ผิดเลยลบทิ้งทำลายหลักฐาน*
edit @ 23 Apr 2008 13:13:43 by Valentino
เห็นว่าขาดไปหลายเรื่องมาก.... เลยอัพอีก entry หนึ่งเพื่อเก็บตกค่ะ
http://valentino.exteen.com/20080423/entry-1 ไปติดตามอ่านกันได้นะคะ จะได้ช่วยกันรำลึกความหลัง ฮ่า ๆ
edit @ 24 Apr 2008 02:01:05 by Valentino
















