My-Family

เห็นในบอร์ดใหญ่แห่งหนึ่งกำลังมีประเด็นใหญ่โตเกี่ยวกับละครทีวี โดยที่ตัวเองก็ไปเกาะมุงเวทีกับเค้าด้วย แล้วสอดปากเป็นระยะ ๆ มีคนพูดถึงประเด็นพ่อแม่ผู้ปกครองไม่ดูแลเด็กในบ้าน ปล่อยให้ทีวีเลี้ยงลูก อืม.... เราเองก็ลองมาย้อนคิดถึงตัวเอง.... ว่าสมัยเด็ก ๆ พ่อแม่เลี้ยงเราด้วยทีวีอย่างไร

20 หรือเกิน 20 ปีที่แล้ว เท่าที่จำความได้ หลังอาหารมื้อค่ำ ซึ่งทุกคนในครอบครัวจะนั่งโต๊ะพร้อมหน้า ก็จะเป็นเวลาของทีวี แน่นอนว่าสมัยนั้นที่บ้านเราไม่ตั้งทีวีไว้ในห้องกินข้าว คงเพราะพ่อแม่ค้นพบว่า ถ้ามีสิ่งล่อตาล่อใจ ลูกก็จะเผลอไปมอง ไม่มีสมาธิในการกินข้าว ดังนั้นเวลาที่จะได้ดูทีวีคือ หลังกินข้าวเสร็จแล้ว หลังพูดคุยสัพเพเหระรายวันแล้ว และอาจอาบน้ำ ทำการบ้านจนเสร็จก่อนด้วย

สมัยนั้นการ์ตูนหลังข่าวภาคค่ำฉายกี่โมงหนอ.... 2 ทุ่มหรือเปล่าคะ? จำได้แค่ว่า เราจะได้ดูการ์ตูนหลังข่าวจนจบ แล้วค่อยเข้านอน เพราะรู้สึกว่าจะมีช่วงหนึ่งที่มีฉายเรื่อง"มิติมืด" (ถ้าจำไม่ผิดเป็นหนังผีใช่ไหม?) พอไตเติ้ลละครขึ้น เป็นรูปพระจันทร์กลางท้องฟ้ายามดึก (บรรยายไปเท่าที่หลับตาแล้วเห็นภาพ ซึ่งภาพที่ติดตาอาจจะไม่ใช่ของจริงที่ฉายก็ได้ เอิ๊ก) เราก็จะขึ้นบ้าน ไปนอนในห้องนอนชั้น 2

ส่วนการ์ตูน.... มันนานเหลือเกินจนจำไม่ได้แล้วว่าการ์ตูนหลังข่าวสมัยนั้นมันเรื่องอะไรบ้าง มี Bug Bunny หรือเปล่านะ? หรืออาจจะเป็น Road Runner (บี๊บ ๆ~!!) อ๊ะ! นึกออกแล้ว มี Popeye นั่นเอง จำได้ว่าคุณแม่ชอบบอกว่า กินผักสิลูก จะได้แข็งแรงเหมือนป๊อปอาย ใครตัวโต ๆ มารังแกก็ไม่กลัว ตอนเด็ก ๆ คุณแม่ต้มแกงจืดปวยเล้งให้กินบ่อย ๆ รวมทั้งแกงจืดผักตำลึงด้วย เพราะน้ำซุปของผักสองอย่างนี้มันหวาน ตัวผักเองต้มแล้วก็เปื่อยดี กินง่าย ไม่ติดคอ

อ๊ะ ไถลไปเข้าเรื่องของกินจนได้สิน่า.... หิว ฮืออออออออ

มาพูดเรื่องทีวีกันต่อ

พอถึงช่วงที่มีฉายเรื่อง "ตุ๊กตาจ๋า" และเรื่อง "ห้องหุ่น" เราจะได้รับอนุญาตให้นั่งดูทีวีต่อจนเพลงไตเติ้ลจบ เพราะชอบเพลง เมื่อก่อนฟังจนร้องได้เลย ตอนนี้ก็ยังจำเพลงห้องหุ่นได้อยู่ แต่เพลงตุ๊กตาจ๋าลืมไปเกือบหมดแล้ว หุ ๆ

พอโตขึ้นมาอีกหน่อย หลังจากที่ย้ายบ้านมาหลังปัจจุบันแล้ว (บ้านหลังนี้น่าจะ 18 ปีแล้วล่ะ) รู้สึกว่าจะได้ดู "บาร์บ้า ปาป้า" ที่มันเป็นครอบครัวตัวประหลาดนิ่ม ๆ ที่แปลงร่างเป็นอะไรก็ได้ รู้สึกว่าเรื่องนี้ถึงจะไม่มีบทพูดที่แปลเป็นไทยได้ แต่ก็สอนเรื่องการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่น และความรักความเอื้อเฟื้อในครอบครัว คิดว่าเป็นการ์ตูนที่เหมาะสำหรับเด็กดีนะ เพราะมันดูเพลินดี และเมื่อไม่มีบทพูดก็ไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะทางภาษาเลย

อีกเรื่องที่จำได้คือ Pink Panther แต่นึกไม่ออกแล้วว่ามันสอนอะไรบ้าง เพราะเนื้อเรื่องดูเหมือนจะแอ๊บสแตรคมาก เหมือนมีไว้ให้ดูเพลิน ๆ พักสายตา แล้วก็ฟังเพลงมันมากกว่า (รู้สึกเพลงมันวนซ้ำ ๆ หลอน ๆ เหมือนสะกดจิตให้นอนยังไงก็ไม่รู้ เอิ๊ก)

พอโตขึ้นมาหน่อยก็ดูอิคคิวซัง จำได้ว่าชอบมาก ๆ กลับจากโรงเรียนทุกวันต้องมานั่งดู

ความจำเท่าที่จำได้ เวลาดูทีวีพ่อกับแม่จะอยู่ข้าง ๆ ทุกครั้ง ยกเว้นเวลาที่คุณแม่เปิดเทปวีดีโอที่อัดแต่การ์ตูนให้ (คุณพ่อขยันมาก กลัวบางเวลาลูกไม่มีการ์ตูนดู ก็อัดการ์ตูนจากทีวีใส่ม้วนเทปไว้เป็นตั้ง ๆ ให้คุณแม่เลือกมาเปิดให้ดู) อันที่เป็นเทป รู้สึกว่าจะเป็นเรื่องบาร์บ้า ปาป้า ซะส่วนมากนะ เพราะจำได้ว่าสมัยนั้นเคยนั่งดูเพลิน ๆ ติดต่อกันหลายตอน 

โตขึ้นมาอีกนิดก็ดูหนังจีนกำลังภายใน ซึ่งอาจมีพ่อแม่กำกับบ้างหรือไม่มี แต่ถ้าจำไม่ผิดจะดูกับพี่สาว (แก่กว่าเรา 6 ปี) เนื่องจากพี่สาวติดหนังจีนมาก ขนาดตั้งชื่อหมายังตั้งชื่อว่า "ป๋อเง็ก" เลย ซึ่งคุณแม่และคุณป้าก็เห็นชอบด้วย เพราะรู้สึกว่าจะชอบเหมือนกันทั้งบ้าน อิ ๆ (แต่เราไม่เกี่ยว เพราะตอนนั้นป๋อเง็กอายุเท่าเรา ตอนตั้งชื่อกันเราคงยังแบเบาะอยู่)

หนังจีนที่จำได้แม่นว่าดูสมัยประถมก็เช่น ชอลิ้วเฮียง (กรี๊ดอาเฮียเจิ้งเส้าชิวมาก ๆ เพราะพี่แกหล่อ cool หน้าใสปิ๊ง มาดนิ่มกรุ้มกริ่มอีกต่างหาก) เล็กเซี่ยวหงส์ กระบี่พิฆาตดาวเหนือ (เหอเจียจิ้งนำแสดง - คุณจั่นเจานั่นเอง - เรากรี๊ดพี่แกมาตั้งแต่ตอนอยู่ประถมเชียวนะนี่ โอ้ว) แล้วก็กระบี่ไร้เทียมทาน ซึ่งส่วนมากถ้าเป็นเรื่องที่ฉายทาง IBC6 หรือ IBC7 เนี่ย มันจะฉายเวลาอาหารค่ำพอดี ที่บ้านใหม่นี้มีทีวีในห้องกินข้าว ที่บ้านก็จะดูหนังจีนด้วยกัน

นอกจากนี้ที่ดูแบบเป็นล่ำเป็นสันก็ การ์ตูนช่อง 9 ตอนเช้าวันเสาร์อาทิตย์ เรื่องที่ชอบก็ดราก้อนบอล หน้ากากโซโร อ่ะ (เรื่องอื่นลืมหมดแล้ว) แล้วก็มีที่ไม่ใช่การ์ตูนแล้วเราติดมากด้วย คือตำรวจเหล็กจีบัน เชียร์คุณตำรวจสุดใจขาดดิ้น ดูแล้วอินมาก ๆ เวลาพระเอกกำลังตกที่นั่งลำบากเราจะแหกปากเชียร์ อ๊าย อย่าเข้ามานะ ไอ้ผู้ร้าย ไปไป๊ชิ่ว ๆ กรี๊ดดดด จีบันลุกขึ้นมาสิ ลุกขึ้นมา ว้ากกก ตำรวจจ๋าช่วยด้วยยยย จีบันจะตายแล้ว (ก็จีบันนั่นแหละตำรวจ ฮ่วย)

ส่วนละคร..... จำไม่ค่อยได้ว่าเคยดูละครหลังข่าว นอกจากเรื่องที่กล่าวถึงไปแล้ว ซึ่งปรกติจะดูแต่ไตเติ้ลเพื่อฟังเพลง และบางวันอาจได้ดูเนื้อเรื่องด้วย

แต่เรื่องที่จำได้ว่าได้ดู รู้สึกว่าจะเป็น "ไผ่แดง" ซึ่งนึกไม่ออกเหมือนกันว่าตอนกี่ขวบ และถ้าจำไม่ผิดจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับตำรวจที่สืบคดี ตามจับคนร้ายใช่มั้ยนะ? แล้วก็มีอีกเรื่องที่นึกชื่อเรื่องไม่ออกเลย เป็นเรื่องผี ๆ ที่มีผู้หญิงถูกฆ่าชิงทรัพย์แล้วตัดข้อมืออ่ะ แล้วมือนั่นมันมีวิญญาณแค้น เลยกลับมาแก้แค้นอะไรทำนองนี้ เนื้อเรื่องเป็นไงไม่รู้ รู้แต่น่ากลัวมาก ๆ คิดว่าคงเพราะไม่ได้ดติดตามดูอย่างสม่ำเสมอเลยนึกเนื้อเรื่องไม่ออก

อ้อ นอกนั้นจะมีหนังจักร ๆ วงศ์ ๆ ตอนเช้า ช่อง 7 ล่ะมั้ง จำได้ตอนเล็ก ๆ เคยเล่นเลียนแบบ "ขวานฟ้าหน้าดำ" กัน'หนุกหนาน'มาก

ละครที่ฮิตเลียนแบบในหมู่เด็ก ๆ มากขึ้นมาหน่อยก็มีเรื่อง "เหิรฟ้า" (สมัยไหนหว่า? ประถมมั้ง?) เนื้อเรื่องจำไม่ได้ คงเพราะไม่ได้ติดตามดูตลอด แต่ที่จำติดตาและติดหูคือฉากไปตะโกนริมหน้าผาว่า "เหิรฟ้าาาาาาาาา" (มันเป็นฉากไตเติ้ลหรือเปล่านั่น?) หลังจากนั้นเวลาไปที่สูง ๆ ทีไรก็ต้องตะโกนว่า "เหิรฟ้า" เลียนแบบทีวี.... ฮ่า ๆ อินเทรนด์

ละครที่ติดตามดูด้วยตัวเองเรื่องแรก(ที่ไม่ใช่หนังจีนกำลังภายใน) คิดว่าเป็นเรื่อง "พลังรัก" ที่พี่ตั้ว ศรัณยู เล่น หนึ่งคือดูเพราะชอบพี่ตั้ว สองคือดูเพราะอยากรู้ว่าตอนต่อไป"คุณพ่อ"ในเรื่องจะแก้ปัญหายังไง ความลับจะแตกมั้ย แต่เรื่องนี้มันฉายตอนเย็น ประมาณ 5 โมงมั้ง บางวันกลับบ้านไม่ทันก็มี (ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดก็อยู่ ม.ต้นแล้วล่ะ)

แต่ที่ดูบ่อยที่สุดคงจะเป็น.... ภาพยนตร์จอเงินนั่นแหละ ที่คุณพ่อไปเช่าแผ่น Laser Disc มาดูที่บ้าน เนื่องจากเป็นหนังเช่า เลยต้องดูพร้อมกันทุกคนรอบเดียว และแน่นอนว่าเพื่อไม่ให้ต้องเช่าซ้ำอีก จึงมีการก๊อปปี้เป็นวีดีโอเทปเอาไว้เผื่อใครอยากดูอีก หรือเผื่อใครพลาดรอบฉายรอบนั้น เรื่องสุดฮิตก็ต้องเรื่องที่นำแสดงโดย Arnold Schwarzenegger เพราะเป็นฮีโร่ที่คุณพ่อติดตามผลงานมาตั้งแต่ยังหนุ่ม เนื่องจากบทบู๊มันถึงใจ อ่า ถ้าจำไม่ผิด ยุค Laser Disc นี่น่าจะเป็นช่วงประถมปลายถึงมัธยมต้น

จำได้ว่าตอนดูเรื่อง Terminator ภาคไหนซักภาค มีฉากบนเตียงด้วย แม้จะมีผ้าห่มคลุมอยู่.... คุณพ่อคว้ารีโมทมาเปลี่ยนช่องเป็นช่องทีวีแทบไม่ทัน 555 ตอนนี้นึกไม่ออกแล้วว่าลูก ๆ ถามอะไรบ้าง หรือคุณพ่อพูดว่าอย่างไร

อ๊ะ นึกได้อีกอย่าง พอเลยวัยประถมแล้ว ก็ได้รับอนุญาตให้ดูทีวีดึก ๆ ได้ รายการที่เลือกดูก็.... Big Cinema ที่เอาหนังฝรั่งมาฉายทุกคืนวันเสาร์ (ถ้าจำไม่ผิด) ส่วนวันธรรมดา รู้สึกว่าจะมีหนังจีนอะไรสักอย่าง ถ้าไม่ใช่เหอเจียจิ้งแสดงก็คงเป็นเจิ้งเส้าชิว เพราะจำได้ว่าตามดูเพราะดารา (ตอนนี้เลยจำเนื้อเรื่องหรือแม้แต่ชื่อเรื่องก็ไม่ได้ เป็นไงล่ะ...) สำหรับ Big Cinema พ่อกับแม่จะดูอยู่ที่ห้องนอนชั้นบน ส่วนเราดูที่ทีวีห้องกินข้าว วันไหนเป็นหนังน่ากลัวหรือ thriller อย่างเช่น "พันล้านผึ้งนรก" (คงกลัวฝังใจมาก จนจำชื่อเรื่องแม่นเชียวตู) คุณแม่จะเดินลงมาเรียกขึ้นไปซุกผ้าห่มดูด้วยกัน แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ดูคนเดียวได้สบาย ๆ ก็จะแยกกันดูแบบที่บอก แล้วพอหนังจบ คุณแม่มักจะเดินลงมาข้างล่าง เพื่อดูความเรียบร้อยก่อนเราขึ้นนอน (เช่น ปิดไฟ ปิดทีวีหรือยัง)

ช่วงม.ปลายรึเปล่าที่มีฉายเรื่องเปาบุ้นจิ้น ตอนเย็น ช่อง 3.... อันนั้นเป็นอะไรที่ต้องตามดูเพราะติดทุกคน ถ้าวันไหนใครกลับมาไม่ทันดู จะต้องมีการเล่าเกิดขึ้นตอนกินข้าว เพราะฉะนั้นคนที่ได้ดูต้องตั้งใจดูมาก ๆ เป็นการเผื่อแผ่กัน เอิ๊ก....

นอกนั้นประสบการณ์เรื่องทีวีก็คงไม่มีอะไรมาเล่าแล้ว เพราะพอเข้ามหาวิทยาลัย ก็เหมือนบอกลาทีวีไปเลย เพราะตอนไปอยู่หอพักนักศึกษาสมัยเรียนปี 1 ทั้งเราและรูมเมทเป็นคนไม่ค่อยดูทีวี ก็เลยไม่มีใครเอาทีวีมาดู มีแต่เราที่อาสาเอาวิทยุมา คุณพ่อก็ไปเลือกซื้อแบบที่ฟังได้ทั้งเทปและซีดีมาให้ ก็ฟังแต่วิทยุกับซีดีกันไป

ปัจจุบันเป็นคนห่างไกลทีวี ในห้องนอนก็ไม่มีทีวี ที่ไม่ดูนี่นอกจากขี้กียจ (<< ไอ้นี่แหละสาเหตุหลัก) แล้วยังตั้งใจไม่ดูด้วย เพราะบางทีรู้สึกว่าดูทีวีแล้วเวลาหดหายไปมากกว่าที่ตั้งใจไว้ เพราะงั้นจะดูก็ต่อเมื่อดูข่าว หรือดูรายการสารคดี และเมื่อเดินผ่านทีวี ถ้าจะนั่งแช่ดูนานก็เพราะเดินผ่านทีวีแล้วเห็นว่าคุณพ่อหรือคุณแม่ หรือน้องชาย กำลังเปิดช่องที่มีหนังที่เราสนใจเนี่ยแหละ (เช่น วันก่อนมีเรื่อง Gremlin เรากลับมาจากข้างนอกเลยนั่งดูกับคุณแม่ เพลิน.... 2 ชั่วโมงผ่านไปไวเหมือนโกหก)

มานั่งคิดดู.... เด็กสมัยนี้บางคนดูทีวีนับเป็นชั่วโมงต่อวันเยอะกว่าเราอีก เราว่าบ้านเราดูทีวีเยอะแล้วนะ (คิดไปเอง) ถ้าดูแล้วพ่อแม่คอยชี้แนะตลอดหรือสม่ำเสมอก็คงดี เพราะทีวีมันก็เป็นสื่อที่ป้อนอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะ โดยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ซึ่งคนดูก็ต้องเลือกบริโภค แต่สำหรับเด็กที่ยังเลือกไม่เป็น แยกแยะไม่ได้ ยังอ่อนประสบการณ์ พวกเค้าอาจจะซึมซับอะไรผิด ๆ เข้าไปก็ได้ แต่ไอ้ที่มันป้อน ๆ มานั่นน่ะ ถ้ารู้จักดัดแปลงสถานการณ์ให้กลายเป็นประโยชน์ ก็ดีไปเนอะ....

แต่พ่อแม่ที่ไหนจะมีเวลามานั่งเฝ้าทีวีกับลูกตลอดล่ะเนี่ย ของเราที่ถามนู่นถามนี่ได้ตลอดเวลา ค่อย ๆ สะสมประสบการณ์และทักษะในการแยกแยะจาก "ตัวอย่าง" ในทีวีได้ ก็เพราะคุณแม่ไม่ทำงานนอกบ้าน ดูแลบ้าน เลี้ยงลูกอย่างเดียวนั่นแหละ แต่สมัยนี้ส่วนใหญ่ก็คงพ่อแม่ทำงานนอกบ้านทั้งคู่ เวลาลูกอยู่คนเดียว(หรืออยู่กับพี่เลี้ยง)ถ้าสามารถเข้าถึงทีวีได้ ก็อาจจะไปดูอะไรที่ไม่เหมาะกับวัย หรือเกินความสามารถในการเรียนรู้/แยกแยะก็ได้

น่ากลัวเหมือนกันเนอะ

 

edit @ 23 Apr 2008 12:12:17 by Valentino

*หมายเหตุ comment 4 ที่หายไป ของเราเองแหละ พอดีพิมพ์ผิดเลยลบทิ้งทำลายหลักฐาน*

edit @ 23 Apr 2008 13:13:43 by Valentino

เห็นว่าขาดไปหลายเรื่องมาก.... เลยอัพอีก entry หนึ่งเพื่อเก็บตกค่ะ
http://valentino.exteen.com/20080423/entry-1 ไปติดตามอ่านกันได้นะคะ จะได้ช่วยกันรำลึกความหลัง ฮ่า ๆ

edit @ 24 Apr 2008 02:01:05 by Valentino

ในที่สุดก็ถึงเวลาอัพ entry ที่เคยสัญญาไว้แล้วค่ะ (เมื่อเช้าเพิ่งปั่นงานเสร็จแล้วส่งไปชิ้นหนึ่ง ฮ่า ๆ)

- entry ที่เกี่ยวข้อง ต่อเนื่องกัน >> "โตมากับเกม 2" -

เราเป็นคนที่โตมากับเกมค่ะ เพราะคุณพ่อคุณแม่ส่งเสริมให้เล่นเกมตั้งแต่เด็ก ไม่เคยปิดกั้น แถมยังเล่นด้วยอีกต่างหาก ตั้งแต่ย้ายมาบ้านใหม่(หลังเดียวกับปัจจุบัน) ก็จำได้ว่ากิจกรรมที่เป็นศูนย์รวมของที่บ้าน นอกจากเล่นไพ่ เล่นเกมกระดาน เล่นเกมแบบบ้าน ๆ (อย่างหมากเก็บ เป่ากบ ตักเมล็ดมะขาม ดีดลูกแก้ว เล่นทราย) หรือกินข้าวอย่างพร้อมหน้าแล้ว ก็คือการสุมหัวเล่นวีดีโอเกม สมัยนั้นเป็นเครื่อง Family Computer ซึ่งเรียกติดปากกันว่า แฟมิคอน หรือ ฟามิคอม

ภาพจาก Wikipedia 

 ซึ่งมาถึงตอนนี้ก็จำไม่ค่อยได้แล้วว่าเล่นเกมอะไรยังไงบ้าง แต่เกมที่เล่นบ่อยจนจำได้แม่นก็คือ

- Super Mario Brothers  


(ภาพจาก Wikipedia)

เป็นเกมที่คุณแม่ชอบเล่นมาก และเราก็ชอบเล่น ส่วนคุณพ่อเชียร์อย่างเดียว น้องชายไม่เล่น (อาจเพราะไม่ชอบเกมแบบ platform หรือไม่ก็ยังเด็กเกินไป จำไม่ค่อยได้แล้วค่ะว่าตอนนั้นเราอายุเท่าไหร่และน้องอายุเท่าไหร่) ส่วนพี่สาวดูเฉย ๆ เช่นกัน เกมนี้จึงเป็นเกมที่เสริมระบบ tag team ระหว่างเรากับคุณแม่ค่ะ เพราะเรานิ้วไม่คล่อง หรืออาจจะไม่มีฝีมือ ทำให้เล่นด่านไม่ผ่าน.... ชอบวิ่งไปชนกระสุนปืนใหญ่ กระโดดเอาหัวโหม่งเต่า หรือเผลอลื่นตกเหวตาย เป็นต้น คุณแม่ก็จะเป็นคนทำหน้าที่เคลียร์ด่านให้ แต่ไปตายในปราสาทอยู่เสมอ เพราะคุณแม่สู้กุปป้าไม่ได้.... ร้องแง ๆ ให้เราช่วยประจำ เราก็เลยกลายเป็นพนักงานปราบกุปป้า ที่จะออกโรงเฉพาะเวลาคุณแม่ฝ่าด่านในปราสาทเข้าไปจนถึงห้องบอสแล้วเท่านั้น

คุณแม่เล่นมาริโอ้ทุกภาคค่ะ ตั้งแต่ภาค 1 ภาค 2 (ไม่รู้ภาคไหนมีขลุ่ย เรียกพายุมาพัดเราข้ามไป World อื่นได้ด้วย) จนกระทั่งภาค 3 ที่แปลงเป็นแรคคูนแล้วบินได้ (มาริโอ้มีหูกับหางแรคคูนแล้วโมเอะมาก กี๊ซซซ >w<) ภาค 3 นี่เองที่ติดตาตรึงใจเรามาก เพราะเคยเล่นติดต่อกันอย่างน้อย 3 วัน 3 คืน กว่าจะน็อคเกมได้ แล้วคิดดูนะคะ สมัยนั้นยังเซฟด่านไม่ได้ ว่าเราเคลียร์ไปถึงด่านไหนแล้ว เล่นถึงไหนก็ต้องเปิดเกมคาเอาไว้ แล้วอีกวันมาเล่นต่อ....

เหตุที่จำได้ติดตา เพราะ World 8 ที่ฉากเป็นกลางคืนตลอดนี่แหละค่ะ ศัตรูก็หลอน ๆ ภาพก็หลอน ๆ แถมส่วนมากเป็นฉากแบบบังคับเลื่อนเองอีกต่างหาก เราเล่นกี่ทีก็ตาย.... กระสุนปืนใหญ่ก็โคตรชุม ที่จริงฉากมันก็ไม่ได้น่ากลัวอะไร แต่ด้วยความที่เป็นเด็ก เล่นแล้วรู้สึกว่ายาก และด่านก็หินกว่า World อื่น แถมยังเป็นกลางคืนอย่างถาวรซะอีก ก็เลยเป็นอะไรที่ตามมาหลอกหลอนในฝันเลยทีเดียว จำได้ว่าวันสุดท้ายที่น็อคเกมได้ รู้สึกดีใจมาก เหมือนเล่นเองเลยล่ะ ฮ่า ๆ

แต่มาย้อนคิดกลับไปอีกที.... ถ้าไฟดับระหว่างนั้นจะเกิดอะไรขึ้น T^T ก๊าก

 

- Battle City หรือ เกมรถถัง


(ภาพจาก strategy WIKI)

เกมนี้เล่นทุกคนค่ะถ้าจำไม่ผิด เพราะเล่นได้ทีละ 2 คน และยังสามารถเล่นแบบช่วยกันเองได้อีกด้วย แน่นอนว่าเวลาเล่น ด้วยความที่เป็นเด็กและเล่นไม่เก่ง คุณแม่ต้องคอยช่วยอยู่ตลอดเวลา พอมีดาวสำหรับอัพเกรดรถถังปรากฏขึ้นมา คุณแม่จะต้องรีบขับรถถังไปเคลียร์ทางให้ แล้วยิงคุ้มกัน ให้เราไปเก็บดาวค่ะ เกมนี้เป็นเกมที่ดีมาก ช่วยเสริมการคิดอย่างเป็นระบบและลำดับ ว่า ฉากนี้ศัตรูจะโผล่ออกมาตรงนี้เมื่อเวลาเท่านี้ ถ้าจะป้องกันฐานและรูปปั้นเหยี่ยวของเราให้ได้ จะต้องกำจัดศัตรูยังไง ยิงตัวไหนก่อน ไปดักยิงมันที่มุมไหน และทำให้รู้จักสื่อสารกับคู่หูด้วย ว่าจะแบ่งหน้าที่กันอย่างไร

ตอนเล่นใหม่ ๆ เคยโง่ยิงเหยี่ยวตัวเองด้วยล่ะ แบบว่าอัพรถถังเป็นรถถึกระดับ 3 แล้วยิงแหลก.... ยิงเพลิน บ้าพลัง เที่ยววิ่งไล่ยิงศัตรูจนลืมดูวิถีกระสุน ยิงไปยังมาเหยี่ยวระเบิดเลย เอวังฯ

เกมนี้จำได้ ว่าสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ เขียนฉากด้วยตัวเองได้แล้วเอามาเล่น วู้ยมีความสุข.... เอากำแพงเหล็กครอบเหยี่ยว โกงซะไม่มี อิ ๆ ๆ

 

- Contra


(หา screenshot เครื่องฟามิคอมไม่ได้ เอาอันนี้ไปแทนก่อน.... ใกล้เคียงสุดละ จาก Wikipedia)

เป็นอีกเกมที่ส่งเสริมความสามัคคีในครัวเรือน เพราะไม่ต้องตีกันเอง แต่ช่วยกันสู้กับศัตรูที่เป็นคอมพิวเตอร์ แรก ๆ เล่นไม่ค่อยได้ถึงไหน เพราะตัวมีแค่ 3 ตัว คอนตินิวกันจนหมดก็ยังไม่จบเกม จนตอนหลังไปได้สูตรมา (จากไหนก็ไม่รู้.... ใครสอนมาหว่า) ก็กดจนมี 30 ตัว (ในปัจจุบันเราจำว่าสูตรคือ ขึ้น ๆ ลง ๆ ซ้ายขวา ซ้ายขวา เอบี ซีเล็คท์ สตาร์ท แต่คนอื่นเขาไม่ได้จำมาเหมือนเราอ่ะ ไม่แน่ใจว่าตัวเองจำผิดเอง หรือว่าที่จำมามันมีเหมือนกัน แต่คนละเกมก็ไม่รู้)

แน่นอนว่าเล่นเกมนี้ พ่อกับแม่ก็ต้องคอยช่วยลูกเช่นเคย.... เวลามีของโบนัสบินมา พ่อกับแม่ก็จะสละให้ลูกก่อน เอาปืนเจ๋ง ๆ ไปใช้ก่อน

หลัง ๆ ถ้าจำไม่ผิดจะได้เล่นกับน้องชายกันสองคนโดยไม่ต้องมีพ่อแม่คอยเล่นประกบด้วย

 

- Tetris


(ภาพจาก Wikipedia หาได้ใกล้เคียงสุดเท่านี้แหละ)

ถ้าจำไม่ผิด สมัยนั้นเตตริสก็เล่นแข่งกันสองคนได้แล้วนะ แต่ไม่แน่ใจว่ามีแบบเวลาตัดบล็อคได้มาก ๆ แล้วอีกฝ่ายจะโดนเพิ่มบล็อคด้านล่างหรือเปล่า เกมนี้มีแต่พี่สาวกับคุณแม่ค่ะที่ชอบเล่น เราเล่นบ้างนิดหน่อยแต่เบื่อง่าย คุณพ่อชอบเชียร์อย่างเดียว (และด่าด้วยถ้าใครเล่นโง่ เสียบบล็อคผิดที่....) ส่วนน้องชาย.... อ่า นึกไม่ออกว่าตอนนั้นน้องชายเคนเล่นเตตริสแฮะ เอาเป็นว่ามันนานมากแล้วเลยลืมก็แล้วกัน แหะ ๆ

คุณแม่และพี่สาวเป็นเซียนเตตริสสำหรับคนในบ้านค่ะ เพราะเล่นทน เล่นนาน และเล่นอึด.... สปีดเร็ว ๆ ก็ยังเล่นต่อได้ ไม่รู้เป็นนิวไทป์รึเปล่า @_@ ผิดกับเราที่เล่นแล้วตายง่าย ๆ ทุกที

เกมนี้เป็นเกมที่สอนให้เรารู้จัก "รอ" ค่ะ คือนั่งดูเฉย ๆ เป็น ไม่ร้องจะเล่น ไม่แย่งจอยสติ๊ก และไม่งอแงว่าตัวเองอดเล่น เพราะดูคุณแม่หรือพี่สาวเล่นก็สนุกและได้ลุ้นพอ ๆ กับเล่นเอง ส่วนข้อดีอื่น ๆ ของเกมก็คงฝึกให้คิดเร็ว ตัดสินใจทันท่วงที และวางแผนล่วงหน้า รวมทั้งรู้จักพลิกแพลงสถานการณ์ แก้ไขการวางบล็อคที่ผิดพลาดไปแล้วให้กลับมาดีเหมือนเดิม นอกจากนี้ยังฝึก Hand-Eye Coordination ด้วย

 

- Lode Runner


(ภาพจาก Wikipedia)

เป็นเกมที่เราเล่นกี่ทีก็เกมโอเวอร์ค่ะ.... คนที่เล่นมีแต่คุณแม่เท่านั้น และดูเหมือนจะชอบมากเสียด้วย เพราะเล่นบ่อยและเล่นนาน เกมนี้ต้องมีการวางแผนให้ดี เพราะการกระทำของเราในปัจจุบันจะส่งผลถึงอนาคต คืออย่างเช่น ถ้าต้องการหลบหนีศัตรูตัวหนึ่ง เลยเจาะรูลงไปบนพื้นล่อศัตรูมาตก แล้วเราจะปลอดภัย แต่ถ้าบัดนั้นเจาะผิดที่ หรือผิดจังหวะ อาจมีผลทำให้ตัวเองหนีศัตรูอีกตัวไม่ได้ ต้องถูกต้อนไปตกรูซะเอง...

ใช้สมองอย่างมาก.... ไม่สามารถเล่นได้ ฮา

 

- Twinbee

เป็นเกมยานยิงที่หน้าจอเลื่อนขึ้นด้านบนค่ะ สามารถเล่นได้ทีละ 2 คน แต่ต้องแก่งแย่ยกันนิดหน่อย เพราะของที่จะออกมาในฉากต้องแย่งกันเก็บ และถ้าบินไม่ดี ยานก็จะชนและเบียดกัน ทำให้ไม่สามารถไปในทิศที่ต้องการได้ อาจทำให้เกิดโกลาหลนอกจอในที่สุด ฮ่า ๆ ๆ

เสริมสร้างความสามัคคีระหว่างพี่น้องดีค่ะ เพราะเกมนี้เรามักจะเล่นกับน้องชาย มีกรี๊ด มีวีนกันบ้างนิดหน่อยเวลาอีกฝ่ายเป็นตัวถ่วงหรือแย่งเก็บของไม่ทัน แต่ตอกนั้นก็สามัคคีกันดี ช่วยกันยิง ช่วยกันฝ่าด่าน อิอิ

 

- Salamander


(ไปกด screenshot มาจาก YouTube)

เป็นเกม Shooting แบบแนวนอน เล่นได้ 2 คนพร้อมกัน แน่นอนว่าเราก็เล่นกับน้องชายเช่นเคย นึกไม่ออกแล้วว่าเคยเล่นกับคุณแม่หรือเปล่า แต่น่าจะเคยเล่นนะ เกมนี้ดีมากตรงที่ยิงเก็บหมดแถวแล้วได้แต้ม สะสมแต้มครบเท่านี้เท่านั้นแล้วกดเรียกอุปกรณ์เสริมได้ เราก็ชอบเรียกไอ้อะไรก็ไม่รู้ ที่มันช่วยยิงได้อ่ะ.... (นายหุ่นบอกว่ามันชื่อ Option) เรียกมาให้ครบ 2 อัน แล้วเรียกมิสไซล์อีก ก็ไร้เทียมทานแล้ว 

และจะขำมาก เวลาเราตายแล้วอุปกรณ์เสริมลอยไปติดยานของอีกคน โดนขโมยซะงั้น ฮา.... แล้วเวลางก เอาสปีดมากไป ก็ชอบบินไปชนกำแพงตายอีก เหอ ๆ โลภมากลาภหาย T^T

 

- Arkanoid


(ภาพจาก Wikipedia)

เกมคลาสสิคแบบนี้คงไม่ต้องบรรยายอะไรมาก.... น่าเสียดายที่เป็น 1 player อีกแล้ว เลยไม่มีอะไรเกี่ยวกับครอบครัวมาเล่า หุ ๆ

 

- Balloon Fight


(ภาพจาก IGN แต่เป็นของเครื่อง GBA นะ หาได้ใกล้เคียงสุดเท่านี้แหละงิ)

เกมนี้ฮามาก เพราะนอกจากจะตีศัตรูแล้ว ยังตีกันเองด้วย! แทนที่เริ่มมาจะตีศัตรูก่อน ก็บิน ๆ ไปจิ้มลูกโป่งอีกคนให้แตกแทน มันส์มาก (เลวจริงตู อิอิ) และถ้าบินต่ำเกินไปจะโดนจระเข้(มั้ง)ปลาฉลามกระโดดขึ้นมางาบด้วยล่ะ....  (ขอบคุณคุณ earthchie ค่ะที่บอกว่าฉลาม ไม่ใช่จระเข้ อิ ๆ)

เป็นเกมที่เรียกเสียงหัวเราะได้ดี เพราะตีกันเองแล้วใครพลาดจะโดนประณามหยามหยันจากทั้งอีกฝ่ายและคนดู อิอิ เป็นเกมที่สอนให้รู้แพ้รู้ชนะ และรู้จักอดกลั้นได้ดี กร๊ากกกกกก

 

- Bomberman


(ภาพจาก Wikipedia)

เป็นอีกเกมหนึ่งที่คุณแม่ชอบมาก รู้สึกว่าสมัยนั้นจะเป็นเกม Single Player นะ เล่นตีกันเองหรือช่วยกันฝ่าด่านยังไม่ได้ เล่นแล้วรู้สึกต้องใช้ไหวพริบมาก เพราะถ้าวางแผนไม่ดีจะโดนระเบิดอัดตรูดส์ตาย.... ช่างเป็นการฆ่าตัวตายในหน้าที่แบบอนาถมาก ๆ (ซึ่งตัวเองทำบ่อย....) คุณแม่เล่นเก่งมาก เป็นเซียนของในบ้านเลยล่ะ

แต่เกมนี้มาสนุกเอาตอนยุคหลัง ๆ เช่นเครื่อง Super Famicom สีเทา ที่ต่อจอยได้ 4 อัน เล่นกัน 4 คน ก็ไปเรียกแม่กับพี่มา เล่นกับเราและน้องชาย ส่วนคุณพ่อนั่งเชียร์ตามเคย เป็นเกมที่สอนให้รู้ว่า ในสนามรบไม่มีการนับญาติ!!!! เวลาโยนระเบิดใส่หัวคุณแม่ได้เนี่ยฮาปลิ้นมาก ๆ และเนื่องจากคุณแม่เล่นเก่ง ลูก ๆ เลยมักจะรุมคุณแม่ก่อน (ลูกเลววววววววววววววววว 555) แล้วค่อยหันมาฆ่ากันเองทีหลัง เป็นกิจกรรมครอบครัวที่จี้เส้นมาก ๆ ใครพลาดท่าก็นั่งหัวเราะจนน้ำตาไหล

เป็นเกมที่สอนให้รู้จักซาดิสต์และมาโซฯ เนื่องจากตัวเองโดนระเบิดกระจุยก็ยังนั่งหัวเราะเหมือนคนบ้า เอิ๊ก ไม่ใช่สิ.... ต้องบอกว่าเป็นเกมที่สอนให้รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย และรู้จักใช้เล่ห์เหลี่ยม รู้จักการฉวยโอกาส น้ำขึ้นให้รีบตัก รู้จักหลบหลีกเอาตัวรอด รู้จักสัจธรรมว่าโลกนี้ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ฮี่ ๆ ๆ และรู้จักคำว่า...."หัวเราะทีหลังดังกว่า" ด้วย T-T

- Clu Clu Land


(ภาพจาก MobyGames)

เป็นเกมที่ตัวละครมันโมเอะและเด้งดึ๋งมาก แบบว่าให้ความรู้สึกเหมือนเป็นตัวอะไรนุ่ม ๆ ที่ชนกำแพงแล้วจะแบน แล้วเด้งกลับมา.... แต่ศัตรูโคตรจะกวนน้ำโห T-T เล่นได้ 2 คนค่ะ แต่นึกไม่ออกแล้วว่าเล่นกับใคร ถ้าไม่คุณแม่ก็น่าจะน้องชายนี่แหละ เกมนี้เริ่มด่านมา ตัวเราจะวิ่งตรงไปเรื่อย ถ้าต้องการเลี้ยวต้องกดปุ่มลูกศร เพื่อให้ตัวเราคว้าเสาใดเสาหนึ่ง แล้วหมุนรอบเสา พอหันหน้าตรงทิศที่ต้องการจะไปก็ปล่อย.... จุดประสงค์ของแต่ละด่านก็คือ วิ่งผ่านระหว่างเสาเพื่อเผยที่ซ่อนของเหรียญให้ครบ เรียกว่าต้องตรวจอย่างละเอียดยิบเลยทีเดียว และที่บ้านเรามักจะใช้แผนแบบให้คนหนึ่งวิ่งแนวตั้ง อีกคนวิ่งแนวนอน เพื่อให้ทุกคู่เสามีการวิ่งผ่านครบทุกทิศ

สนุกดีค่ะ เล่นเพลิน เสริมความสามัคคีโดยไม่มีอุปสรรค เพราะเล่นเกมนี้ไม่มีการถ่วงแข้งขาอีกฝ่ายได้ และไม่ต้องแย่งชิงอะไรกัน

 

- Donkey Kong


(หาได้ใกล้เคียงสุดเท่านี้.... ภาพจาก Wikipedia)

เกมนี้ฝึกตบะ ความอดทน อดกลั้น และการควบคุมอารมณ์.... เพราะศัตรูมันกวนบาทามาก ๆ ทำให้อยากปาจอยบ่อยครั้ง เหอ ๆ แถมยังไม่มี player 2 มาคอยช่วยกู้สถานการณ์ให้อีกต่างหาก ฮีโร่ของเราก็กระจอกสุด ๆ หลบไม่พ้นนิดเดียวก็ตายละ (มาริโอ้โดนลดอำนาจหรือนี่ โถ่) แล้วก็ฝึกการกะจังหวะ ไหวพริบ (ว่าจะเลือกหลบไปทางไหน) รวมทั้ง Hand-Eye Coordination อีกเล็กน้อย

 

- Popeye


(ภาพตัดมาจาก Wikipedia)

1 player อีกเช่นเคย จำได้ว่าตอนเล่นบางทีขี้งก ไล่เก็บแต่เสียงดนตรีหรือหัวใจที่โอลีฟโปรยมาให้ จนโดรบรูตัสกระทืบตายเรื่อย.... เกมนี้เล่นแล้วทำให้รู้จักควบคุมความงกของตัวเอง  รู้จักควบคุมอารมณ์เวลาแพ้ (เพราะแพ้บ่อย T^T) และรู้จักอ่านแพทเทิร์นของ AI ที่เป็นศัตรู เพื่อนำมาใช้วางแผนการกระทำของเราเองในขั้นถัดไปหรือหลังคอนตินิว =_=

 

- Rockman


(ภาพจาก Wikipedia)

จำไม่ได้ว่าเล่นภาคไหนมั่ง.... แต่จำได้ว่าเป็นเกมโปรดของน้องชายค่ะ น้องชายชอบเล่นมาก เล่นหลายภาค เล่นจนถึงยุค Super Famicom เครื่องสีเทาแบบเสียบหัวโปรใส่ดิสเก็ตต์เลยทีเดียว ความประทับใจที่มีต่อเกมร็อคแมนก็คือ "เล่นกี่ทีก็ตาย" ค่ะ T^T เราเป็นโรคอะไรไม่รู้ ตะลุยด่านไม่ได้ ตายบ่อยมาก แต่ยังรับจ้างเป็นมือปืนปราบบอสเหมือนเคยค่ะ ปราบบอสให้ทุกคนในบ้านเป็นประจำจนมีวันหนึ่งน้องชายซึ่งพาเพื่อนมาบ้านหลายคน เล่นร็อคแมนแล้วติดที่บอส ไม่ผ่านเสียที ตายไปหลายตัวโขแล้ว.... ก็มาเรียกเราไปช่วย เราก็เล่นให้ค่ะ ตายไปรอบนึงตอนเกือบชนะ พอรอบที่สองก็ชนะได้ เด็ก ๆ สรรเสริญกันยกใหญ่ นึกว่าพี่เพื่อนเป็นเซียนเกม (เข้าใจผิดแล้วน้องงงงงงงง) สรุปว่าเรามีความสามารถในการอ่านแพทเทิร์นของ AI บอสได้ แต่ดันไม่สามารถอ่านแพทเทิร์น AI ลูกกระจ๊อกตามด่าน.... รวมทั้งไม่มีทักษะในการฝ่าด่านหลบหลีกอันตรายอื่น ๆ (เช่น เหว หนาม หรือกับดัก) ก็เลย....ต้องรับปราบบอสเท่านั้นค่ะ เล่นเองให้จบไม่ได้ ฮ่า ๆ

เกมนี้ถ้าจำไม่ผิด ช่วงภาคแรก ๆ จะใช้คุณแม่เป็นพนักงานหาถัง E ค่ะ.... พอพาวเวอร์อัพแล้วลูก ๆ ก็ตะลุยด่านกับปราบบอส only

 

- Hokuto No Ken

 
(กด screenshot มาจาก YouTube)

จำไม่ได้แล้วว่าเล่นภาคไหน หรือภาษาอะไร จำได้แต่ว่า "ยากมากกกกกกก" ความประทับใจที่ยังฝังแน่นก็คือ เกมบ้าอะไรวะ ศัตรูโคตรเยอะ แถมอาวุธปลิวว่อนอีกต่างหาก.... จะให้ตูหลบให้หมดได้ยังไง ว้ากกกกก   กับเกมนี้เรามั่นใจมากค่ะว่าเล่นไม่เคยจบ ไม่เคยน็อคเกม เพราะตายกลางทางตลอดเวลา T-T

มาย้อนคิดดูแล้ว ตอนที่เล่นเกมไม่ค่อยอินหรือชอบเท่าไหร่ เพราะสมัยนั้นยังไม่เคยอ่านหรือดูการ์ตูนเรื่องหมัดดาวเหนือเลย ตอนนี้เห็นว่ามีเอามารีเมค ลงเครื่อง NDS (เหมือน Contra เนอะ มีรีเมคเหมือนกัน) รู้สึกสนใจมาก ๆ ค่ะ ถ้ามีโอกาสต้องไปหามาเล่นแน่ ๆอิ ๆ ๆ

 


(ภาพจาก Wiki ด้วยชื่อเกมที่ได้รับการไขปริศนาจาก นายหุ่น และ เอลท์)


- Bio Miracle Bokutte Upa (มีคนบอกมาแล้วค่ะว่าเกมนี้ชื่ออะไร เย้ ๆ ๆ)
- เกมอะไรไม่รู้ ที่เราเล่นเป็นเด็กเบบี๋ คลาน 4 ขา คาบจุกนม มีอาวุธเป็นของเล่นที่เขย่าแล้วดังกรุ๋งกริ๋ง ๆ

เสียดายที่เล่นได้คนเดียว แต่เล่นแล้วสนุกใช้ได้ มีด่านที่เป็นเค้กด้วย ต้องเดิน(คลาน)เจาะเค้กไปเรื่อย แล้วก็มีด่านกลับหัว.... ที่เริ่มมาเราจะอยู่บนเพดาน เล่นแล้วแอบเวียนหัวนิด ๆ ฮ่า เสียดายที่จำชื่อเกมไม่ได้ แต่ถ้าจำไม่ผิด ตลับเกมจะเป็นสีเขียว ๆ

 

อาจมีอีกหลายเกมที่เคยเล่น แต่เท่าที่นึกออกตอนนี้มีเท่านี้ค่ะ

....เงยหน้ากลับขึ้นไปดู แค่บรรยายรายชื่อเกมก็ยาวขนาดนี้แล้ว โอ๊ยตาย เอาไว้ entry หน้าค่อยมาเม้าท์เรื่องในครอบครัวต่อก็แล้วกันนะคะ

 

edit @ 13 May 2008 01:47:44 by Valentino

(เพิ่มเติมตอนค่ำ ๆ วันอังคารที่ 13 พ.ค.)

(ย้ายของที่เพิ่ม (Ice Climber) ไปไว้ entry ใหม่)

 

จาก Entry ก่อน "โตมากับเกม" เพื่อน ๆ ที่มาคอมเมนท์ได้ทำให้เรารู้ค่ะว่า ตกหล่นไปอย่างน้อย 3 เกม...

 

- Ice Climber (ลืมไปได้ไง! ขอบคุณคุณปิงกรู มากค่ะที่ทักขึ้นมา)


(ภาพจากเวอร์ชั่นเครื่องอื่น จากเว็บ MobyGames)

เกมเอสกิโมไต่เขาค่ะ ต้องกระโดด ๆ ทุบเพดาน(พื้นชั้นบน)ให้โหว่ แล้วกระโดดขึ้นไปเรื่อย ๆ ระหว่างทางมีอุปสรรค(กวนบาทา)มากมาย เช่นนก (แต่ดูหน้ามันเหมือนไดโนเสาร์มาก) มนุษย์หิมะ บลา ๆ ๆ เล่นได้สองคน จำได้แต่ความกวนโมโหของศัตรูและการแข่งกับเวลา.... นึกไม่ออกแล้วว่าเล่นกับใครค่ะ รู้สึกว่าถ้าจำไม่ผิด ใครกระโดดขึ้นสูงเกินไป คนข้างล่างจะเท่ากับตกเหวตายมั้งคะ ไม่ค่อยแน่ใจ (คล้ายๆ  กับการถ่วงแข้งถ่วงขากันเองใน Contra อย่างที่คุณ Sirius รำลึกเอาไว้ในคอมเมนท์น่ะค่ะ ฮ่า ๆ)

เพิ่งไปค้นข้อมูลมา พบว่า Nintendo มีการทำภาคใหม่ลงเครื่อง Wii ค่ะ อ๊ายยยยย อยากเล่นนนน

 

- Circus Charlie (ขอบคุณคุณ Farine ค่ะที่เตือน)


(ภาพจาก Wikipedia และ Centuri.net)

เกมนี้ก็เป็นอีกเกมที่ฝึกตบะและการควบคุมอารมณ์ เพราะจำได้ว่าเล่นยากมาก ตายตลอด! และด่านที่ตายเยอะก็คือด่านเดินบนบอล และถ้าจำไม่ผิดมีด่านขี่ม้าด้วย และพอผ่านด่านหิน ๆ ไปได้ นึกว่าด่านต่อไปจะสบาย ก็จะพบว่าผิดคาด เพราะมันยากขึ้นเรื่อย ๆ -"- จำได้ว่าหลังจากด่านขี่อะไรต่อมิอะไรแล้วจะมีด่านที่ต้องกระโดดเด้งขึ้นไปโหนอะไรข้างบน ซึ่งรู้สึกว่าจะไม่เคยเล่นผ่านนะคะ.... เกมนี้จำไม่ได้โดยสิ้นเชิงค่ะว่าเคยชนะเกม น็อคเกม หรือเล่นจนจบ.... T-T

ถ้ามีรีเมคมาลงเครื่องสมัยใหม่ ก็อยากได้นะคะเนี่ย จะแก้มือหน่อย ฮึ่ม!

 

- PacMan (คุณ VVITch ทวงมาค่ะ)


(ภาพจาก Wikipedia)

เกมนี้ ด้วยความสัตย์จริงนะคะ ไม่ได้ลืม.... แต่ละเอาไว้เพราะเป็นเกมที่เกลียดมาก (เนื่องจากมีความหลังอันเลวร้ายจากสมัยเด็ก) และ.... ไม่ได้อยากโม้เล้ย แต่สาบานได้ว่าไม่เคยเล่นผ่านด่าน 2 ได้สำเร็จ T-T  เพราะงั้นแพคแมนจึงเป็นเกมที่เรียกว่าฝันร้ายของเรา เพราะจะกินจุดไปทางไหนก็ไม่เคยหนีพ้นผีเสียที ตายตลอด

รู้สึกว่าคนที่ชอบเล่นเกมนี้จะเป็นคุณพ่อนะคะถ้าจำไม่ผิด....

 

--------------------------------------------------------------

หลังจากรำลึกอดีตด้วยรายชื่อเกมไปแล้ว เราขอเล่าเรื่องทั่ว ๆ ไปของครอบครัวนะคะ

อย่างที่บอกไปใน entry ก่อน.... ที่บ้านส่งเสริมให้เล่นเกมตั้งแต่เด็กค่ะ ตอนที่ยังไม่มีเครื่องเกม เราก็เล่นอะไรบ้าน ๆ ก่อน เช่น เป่ากบ (ใช้หนังยางเป็นเส้น ๆ นะคะ) ตักเมล็ดมะขาม ดีดลูกแก้ว บางทีก็เล่นไพ่ และคุณพ่อซึ่งไปเมืองนอกด้วยเรื่องงานบ่อย ๆ ก็จะซื้อของเล่นฝรั่งมา เช่น Domino ซึ่งเล่นมั่วไปเรื่อย เรียงถูกบ้างผิดบ้าง เอามาวางเรียงเป็นแถวแล้วเคาะให้ล้มเพื่อความสนุกบ้าง (ส่วนมากจะเล่นแบบหลังมากกว่า) เพิ่งมาเล่นแบบถูกกติกาเอาตอนโต หรือเกมกระดานอย่าง Monopoly ซึ่งแน่นอนว่าเวลาเล่นต้องเล่นกันพร้อมหน้า เพราะพวกเรายังเด็กมาก อ่านภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง คุณพ่อจะเป็นคนแปลทุกอย่างให้ค่ะ นอกจากนี้คุณพ่อยังเคยลงทุนเอาไม้กระดานมาปักหน้าบ้าน ทำเป็นกระบะทราย แล้วไปซื้อทรายมาใส่ไว้ ให้ลูกสามารถเล่นทรายได้แม้จะไม่ได้ไปทะเล

นอกจากนี้ก็ เช่น ไล่จับแบบโดดกระต่ายขาเดียว ซ่อนหา หมากเก็บ มอญซ่อนผ้า (แต่อันนี้เล่นได้เฉพาะเวลาญาติมาบ้าน เพราะต้องใช้คนเยอะ -_-) กระโดดหนังยาง มีการซื้อตุ๊กตากระดาษมาให้เล่นกันสามพี่น้อง (น้องชายเล่นด้วยค่ะ.... เพราะถ้าไม่เล่นแบบผู้หญิง พี่ก็ไม่เล่นด้วย ... จนถึงวัยเล่นรถของเล่นทามิย่านั่นแหละเธอถึงเลิกคบค้าสมาคมกับพี่สาวทั้งสอง) แล้วที่บ้านยังเล่นไพ่กันบ่อย ๆ ด้วย เรานี่เล่นกบดำกบแดงเป็นตั้งแต่ประถมเลยทีเดียว แต่เนื่องจากกบดำกบแดงมักเล่นแบบกินเงิน ไพ่ที่เล่นกันเองในครอบครัวจึงมักจะเป็นไพ่จับคู่ ไม่ก็ผสมสิบ แล้วก็อีแก่กินน้ำ....

อุปกรณ์ไฮเทคที่เข้ามามีบทบาทเป็นชิ้นแรกในกิจกรรมครอบครัวก็คือเครื่อง Family Computer สีขาวแดงนั่นเองค่ะ

ช่วงเวลาที่จะเล่นเกม ก็คือก่อนนอน ซึ่งที่บ้านเราเวลาลูกกลับจากโรงเรียนมา คุณแม่จะพยายามให้ลูกอาบน้ำก่อน ถ้าลูกไม่ยอมอาบน้ำ ก็ให้ทำการบ้าน หรือทบทวนบทเรียน แล้วพอคุณพ่อกลับมาแล้ว ไปอาบน้ำแต่งตัวเป็นชุดอยู่บ้านแล้ว คุณพ่อจะทำหน้าที่ดูแลลูกให้แทนก่อน ในขณะที่คุณแม่ไปเตรียมอาหารค่ำในครัว ระหว่างนั้นคุณพ่ออาจสอนการบ้านด้วย

ช่วงที่กินข้าวคือเวลาเสวนากันระหว่างสมาชิกของครอบครัว ใครมีอะไรเล่า ใครมีอะไรฟ้อง ใครเจออะไรสนุกหรือถูกเพื่อนที่โรงเรียนแกล้ง ก็จะเล่าให้คุณพ่อคุณแม่ฟังช่วงนี้แหละค่ะ

หลังจากกินข้าวเสร็จ สมัยที่ยังไม่มีเครื่องเกม ก็จะเป็นเวลาของทีวี  แต่พอมีเครื่องเกมแล้ว แทนที่ทุกคนจะสุมหัวดูทีวี ก็เปลี่ยนเป็นสุมหัวเล่นเกมแทน โดยมีเงื่อนไขว่า จะต้องทำการบ้านให้เสร็จก่อนถึงจะมีการเปิดเกม และถ้าลูก ๆ ยังทำการบ้านไม่เสร็จ คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ใช่ว่าจะนั่งเล่นเกมยั่วลูกนะคะ ท่านก็จะคอยดูคอยสอนอยู่ข้าง ๆ หรือไปทำธุระอย่างอื่น จนเมื่อตรวจแล้วว่าลูกทำการบ้านครบ ถึงจะอนุญาตให้มีการเล่นเกมได้

การเล่นเกม ก็อย่างที่บอกไปแล้วน่ะค่ะ ใครเล่นเกม ที่เหลือก็นั่งดู นั่งเชียร์ หรือวิจารณ์ไป

ลูก ๆ มีห้องส่วนตัว น้องชายนอนคนเดียว ส่วนเรากับพี่สาวนอนห้องเดียวกัน แต่ในห้องลูก ๆ ไม่มีทีวีค่ะ และไม่มีใครร้องจะเอาทีวีด้วย เพราะไม่ได้พิศวาสทีวีกันเป็นพิเศษ

ส่วนเครื่องเกมและทีวีใหญ่ จะอยู่ในห้องนอนคุณพ่อคุณแม่ เพราะฉะนั้นใครจะเล่นเกมก็ต้องไปนั่งในห้องคุณพ่อคุณแม่เท่านั้น เป็นการควบคุมไปในตัว ว่าจะไม่มีใครสามารถแอบเล่นเกมโดยไม่ได้รับอนุญาตได้

เงื่อขไขต่อมาของการเล่นเกมก็คือ ห้ามทะเลาะกัน เมื่อไหร่ที่ทะเลาะกันปุ๊บ จะโดนปิดเกมแล้วไล่ไปนอนทันที.... ทำให้ลูก ๆ รู้จักที่จะควบคุมอารมณ์ และไม่ทำตัวแพ้แล้วพาลในยามเล่นเกมค่ะ (แต่เวลาอื่นยังทะเลาะง้องแง้งงอแงใส่กันเป็นปรกติ ฮ่า ๆ ๆ)

ระหว่างเล่นเกม คุณพ่อคุณแม่จะคอยกำกับอย่างใกล้ชิดค่ะ พอมาย้อนกลับไปดูตอนนี้เพิ่งเห็นว่าเป็นการควบคุมพฤติกรรม และฝึกนิสัยไปในตัว ยกตัวอย่างเช่น....

- สอนให้รู้จักอภัย และยอมรับความผิดพลาดของอีกฝ่าย เช่นถ้าอีกคนทำพลาด แล้วเราพาลตายไปด้วย หรือมีการถ่วงแข้งถ่วงขากัน คุณแม่จะบอกว่าไม่เป็นไรนะ เดี๋ยวเอาใหม่ หรือ ไม่เป็นไรนะ ยังแก้ไขได้ พลิกสถานการณ์ทัน

- สอนให้รู้จักควบคุมอารมณ์ เวลาแพ้คอม หรือเล่นไม่ผ่าน ตาย แล้วโกรธ คุณแม่จะถามค่ะว่า โกรธไปแล้วคอมมันรู้สึกอะไรมั้ย? มันจะอ่อนข้อให้หรือเปล่า? โวยวายไปแล้วจะทำให้เล่นผ่านมั้ย? คิดแล้วก็เข้าใจว่าไม่ค่ะ.... โกรธไปไม่มีประโยชน์ เพราะงั้นเก็บความเจ็บใจไว้เล่นแก้แค้นในครั้งหน้าจะดีกว่า เอาเวลาบ่นหรือโวยไปคิดแผนต่อสู้ดีกว่า อะไรทำนองนี้

- สอนให้รู้จักแบ่งปัน เนื่องจากมีจอยแค่ 2 จอย ต้องผลัดกันเล่นค่ะ ใครเล่นแพ้ หรือถูกคอมฯฆ่าตาย ก็ต้องออก ส่งจอยให้คนถัดไปในคิวได้เล่น จะไม่มีการงกจอยเอาไว้โดยเด็ดขาด เพราะทุกคน (รวมทั้งคุณพ่อคุณแม่) เท่าเทียมกันด้วยการใช้ฝีมือและใช้โอกาสที่มีคนละ 1 ครั้งเท่ากัน ใครตาย 1 ครั้งก็ออกไปต่อท้ายแถวทันที

- สอนให้รู้จักมีน้ำใจนักกีฬา รู้จักยอมรับความพ่ายแพ้ และไม่ทับถมคนแพ้เมื่อเราชนะ อันนี้จำได้ว่าตอนเริ่มเล่นเกมใหม่ ๆ ที่บ้านจะไม่ค่อยมีเกมที่เล่นแบบให้ผู้เล่น 2 คนฆ่ากันเองหรือแก่งแย่งกันเอง ส่วนมากจะเป็นเกมที่ช่วยเหลือกันมากกว่า พอเราเข้าช่วง ม.ต้น น้องเริ่มเล่นเกมไฟท์ติ้ง อย่างพวก Street Fighter (เครื่อง Super Famicom) เวลาเราเล่นแพ้จะรู้สึกโมโหมาก แล้วก็กรี๊ดเสียงดัง คุณแม่ก็ถามค่ะว่าแพ้น้องแล้วโกรธทำไม เล่นเกมมันก็ต้องมีทั้งแพ้ทั้งชนะ แล้วพอซักไปซักมา ก็ได้ความว่า เวลาแพ้คอมแล้วเราไม่โกรธ แต่แพ้น้องแล้วโกรธ วินิจฉัยไป ๆ มา ๆ แล้วพบว่า ที่โกรธ เพราะแพ้แล้วน้องหัวเราะเยาะ หรือมีการเยาะเย้ย อวดข่ม ว่าเก่งกว่า.... สรุปว่าคุณแม่ก็เรียกน้องไปสอนค่ะ ว่าพี่เล่นไม่เก่งให้สอนพี่ แนะนำพี่ ไม่ใช่ชนะแล้วลำพองใจ ตัวเองเล่นเก่งกว่า ชนะคนอ่อนแอนี่ภูมิใจได้เหรอ? ทำไมไม่ช่วยส่งเสริมกันให้ต่างฝ่ายต่างเก่งขึ้น จะได้เป็นการฝึกตัวเองให้สู้กับคนทีเก่งขึ้นด้วย ไม่ใช่รังแกแต่พี่ที่ฝีมือด้อยกว่า แล้วมาทำเป็นยืดอกว่าตัวเองเก่ง....

ได้ผลค่ะ น้องเลิกเยาะเย้ย เลิกหัวเราะเยาะ เราก็เลิกโกรธเวลาเล่นแพ้ เพราะพอไม่มีคนคอยเยาะแล้วเนี่ย พอแพ้แล้วไม่รู้สึกว่าตัวเองห่วยหรือถูกทับถม ก็ไม่รู้สึกเสียหน้า แต่ทำใจได้ว่าแพ้เพราะน้องเล่นเก่งกว่าเท่านั้น ถ้าเราเล่นบ่อย ๆ อีกหน่อยก็อาจจะเก่งเท่าน้องได้ อะไรทำนองนี้

- สอนให้รู้จักสามัคคีและช่วยเหลือกัน เวลาเล่นเกมช่วยกันลุยแล้วมีปัญหาเกิดขึ้น คุณพ่อคุณแม่จะช่วยชี้ปัญหาค่ะ ว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร คอยบอกจุดบกพร่องของทีมเวิร์ค คอยบอกว่าตรงนี้ตรงนั้น ถ้าช่วยกันแบบนี้ ถ้ายอมยกไอเทมให้อีกคนแบบโน้น จะทำให้ง่ายขึ้น ฯลฯ ก็ทำให้เรารู้จักคิดช่วยคู่หู รู้จักวางแผนให้เอื้อประโยชน์กับอีกฝ่าย

- สอนให้รู้จักเสียสละ บางครั้งต้องยกไอเทมที่ดีกว่าให้คู่หู

- สอนให้รู้จักเรียนรู้จากความผิดพลาด "ผู้กำกับ" ที่นั่งดูการเล่นเกมอยู่และสั่งการด้วยระบบเสียง (ฮา ฟังดูไฮเทคเนอะ) จะคอยบอกค่ะว่า ตรงนู้นตรงนั้นที่ผ่านมา เราตายเพราะอะไร สอนให้รู้จักดูว่าทำไมเราถึงตาย และถ้าเริ่มใหม่ต้องทำแบบไหนถึงจะไม่ตายแบบเดิมหรือพลาดแบบเดิม เป็นการแก้ไขปัญหากับศัตรูในเกมแบบใช้สมอง ไม่ใช่สักแต่เล่นมั่ว ๆ หรือกดรัวไม่คิด

- สอนให้ลูกรู้จักสื่อสารกันเอง บางทีเล่นแล้วไม่รู้ใจกัน ก็มีการทำให้อีกฝ่ายเสียจังหวะ หรือเป็นตัวถ่วง บางครั้งพลาดแล้วถึงตาย เกมโอเวอร์ ก็มีโมโหกันบ้าง งอนกันบ้าง คุณพ่อคุณแม่ก็บอกค่ะว่า บางทีเรารู้ว่าอีกฝ่ายพลาดอะไร ถ่วงเราตรงไหน แต่เจ้าตัวอาจจะไม่รู้ก็ได้ ให้รู้จักช่วยบอกกัน สอนกัน แนะนำกันบ้าง เพราะไม่มีใครอ่านใจใครออก อยากให้พี่หรือน้องช่วยทำอะไรให้ตรงไหนก็ต้องบอก ต้องพูดกัน ต้องสื่อสารให้เข้าใจกัน ไม่ใช่ไม่พูด คิดเองคนเดียวแล้วมาไม่พอใจเวลาอีกฝ่ายทำงานไม่ได้ดั่งใจ

สมัยนั้นก็ไม่รู้อะไรหรอกค่ะ แต่มาสมัยนี้มองย้อนไปแล้วเพิ่งรู้ว่าได้อะไรจากเกมเยอะเลย เพราะเล่นเกมแบบมีคนคอยสองแง่คิด สอนจริยธรรมควบคู่ไปด้วย ไม่ใช่เล่นแบบตามยถากรรม จะเก็บอะไรไปคิดหรือเรียนรู้อะไรก็ปล่อยไปมั่ว ๆ....

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้จากเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันเหมือนกันค่ะ เพียงแต่บางครั้งเด็กก็อาจจะไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยตัวเอง เพราะยังไม่สามารถวิเคราะห์เหตุการณ์ หรือเหตุและผลของสถานกาณณ์ได้ แรก ๆ ก็ต้องอาศัยคำบอกแบบเป็นประโยคจากผู้ใหญ่ก่อน อาจต้องใช้เวลาสักพัก กว่าที่เด็กจะรู้จักแยกแยะด้วยตัวเองได้ หรือนำแนวทาง หลักการ ความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล จากที่พบเห็นในประสบการณ์ มาใช้วิเคราะห์เหตุการณ์ใหม่ ๆ ได้ด้วยตัวเอง

ถ้าผู้ปกครองรู้จักใช้สื่อกลางบางอย่างมาช่วย การเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็อาจง่ายกว่าที่คิด โดยเฉพาะถ้าเป็นสื่อกลางที่สามารถมีส่วนร่วมได้ทั้งครอบครัว และยังมีประโยชน์ด้านความบันเทิงอย่างเกมหรือการละเล่นพื้นบ้านต่าง ๆ ก็จะทำให้เด็กจำไวมากขึ้น หรือ "เต็มใจ" ที่จะเรียนรู้มากขึ้น

เกมเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจนะคะ เพราะมันเป็นเหตุการณ์สมมติที่เด็กสามารถสัมผัส เรียนรู้ หรือพบเห็นได้ด้วยตาตัวเอง แต่ไม่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง หรือไม่ต้องเจอสถานการณ์คับขันด้วยตัวตนจริง ๆ ของตนเอง แต่ใช้ตัวละครเป็นสื่อในการรับรู้สิ่งเหล่านั้น

 

Entry นี้จบเท่านี้ค่ะ สวัสดี