My-Family

แหม หน้าที่แล้วเครียดๆกันไปละ (เพราะการบ่นกระปอดกระแปดของเจ้าของบล็อก) วันนี้งดเครียดกันดีกว่า เรื่องไม่ดีปล่อยมันไป... (คนในบอร์ดคนหนึ่งแนะนำเราว่า "เวรย่อมระงับด้วยการช่างหัวแม่ง" เอิ๊กๆ โอเคค่ะ ช่างก็ได้ ขี้เกียจเก็บมารกสมอง) ให้เขาแพ้ภัยตัวเองไปดีกว่าเนอะ เราอยู่เฉยๆเหมือนเดิม...

อะแฮ่ม วันนี้ว่าด้วยเรื่องสมาชิกใหม่ของบ้านค่ะ ได้มาเมื่อตอนวันเด็ก แต่ไม่ค่อยมีเวลาเลยไม่ได้เอามาเม้าท์กัน (มัวแต่ไปช่วยงานศพของบ้านเพื่อนสนิทของพ่ออ่ะจิ ><) แต่วันนี้ ไหนๆก็ว่างๆ เรามาดูเจ้าตัวเล็กกันดีกว่า

ขนุน

คุณแม่ตั้งชื่อให้ว่า "ขนุน" ค่ะ

เริ่มแรก(ต้องย้อนความกลับไปยาวหน่อยนะคะ) ก็คือพอนินจาตายเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน แล้วต่อมา จีจี้ก็ตายไปเมื่อเดือนธันวาคม ที่บ้านก็ออกอาการ hurt จัดค่ะ อยากได้หมาใหม่แต่ก็ไม่อยากได้ คือเหงา เศร้า ซึม จะซื้อหมาใหม่มาก็กลัวอีกหน่อยพอมันตายจะต้องร้องไห้กันอีก ไม่ก็กลัวว่าซื้อหมาใหม่มาแล้วจะรักได้ไม่เท่าตัวเก่า หรือไม่ก็กลัวว่าซื้อหมาใหม่มาแล้วเวลาเห็นก็จะอดนึกถึงตัวเก่าๆที่ตายไปไม่ได้...

สรุปว่ากลัวกันไปสารพัด เลยตัดสินใจพักโครงการไว้ก่อน ยังไม่หา ยังไม่ซื้อหมาจากไหนทั้งสิ้น ส่วนน้องชายก็สรุปว่า "แม่ไม่ต้องไปหาหมาที่ไหนหรอก ถ้าอยากได้หมาเดี๋ยวก็รู้ตัวเองแหละว่าอยากได้ แล้วถ้าจะได้หมา เดี๋ยวมันก็ต้องได้เอง"

อูว....แม่นมากค่ะ คำทำนาย ถ้าเปลี่ยนไปใบ้หวยป่านนี้คงรวยทั้งบ้าน

วันเด็ก วันเสาร์ที่ 14 ม.ค. ก็ได้หมาใหม่มาสมพรปาก ไอ้หนูนี่หล่นจากท้ายรถกระบะบนทางด่วนค่ะ... โชคของมันดีจริงๆที่หล่นแถวๆด่านเก็บเงินค่ะ คือตกลงมาจังหวะที่รถชะลอจอดที่ด่านเพื่อรับบัตร(ด่านอะไรก็ไม่รู้จำชื่อไม่ได้ค่ะ ที่ต้องรับบัตรเพื่อเป็นเครื่องหมายว่าเราขึ้นที่ด่านไหน แล้วค่อยไปยื่นบัตร จ่ายเงินปลายทาง ตรงด่านขาลง) ก็เลยไม่บาดเจ็บอะไร แค่ตกลงมากลิ้งหลุนๆเป็นลูกขนุน (นี่ล่ะค่ะ ที่มาของชื่อ)

คุณแม่เล่าว่า...คุณพ่อของฉันที่ขับรถตามคันหน้ามาห่างๆ เห็นอะไรขาวๆตกแวบๆก็ด่าอยู่ในรถว่า "ไอ้เจี้ย เสือกทิ้งขยะบนทางด่วน" แต่พอมองอีกที....ขยะอะไรวะ วิ่งได้! เจ้าลูกหมาวิ่งข้ามเลนตรงด่านทางด่วน แล้วไปจนมุมทางขวามือ คุณพ่อจอดรถแล้วลงไปเก็บมาค่ะ และหลังจากพยายามตะบึงรถเพื่อตามหารถกระบะคันนั้น แล้วหาไม่เจอ ก็เลยตกลงกันว่า คงต้องรับเลี้ยงเจ้าตัวเล็กนี่ซะเอง...

มันน่ารักน่ากัดมากค่ะ พอเอากลับบ้านมา เจอฉันก็รีบประจบประแจง ฝากเนื้อฝากตัวอย่างดีเลยทีเดียวเชียว แม้แต่น้องชาย ที่เรากลัวๆว่าจะไม่รักหมาใหม่ เพราะยังฝังใจกับนินจา ยังเอ็นดูถึงขนาดอุ้มเช้าอุ้มเย็นเลยล่ะ ตอนนี้น้องชายช่วยคุณแม่ฝึกเจ้าขนุนอยู่ค่ะ คือสอนให้"นั่งลง" "รอ" และ "ขอมือ"

อย่างไรก็ดี อยากบอกเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทุกคนไว้เป็นอุทาหรณ์นะคะ ว่าอย่าเอาหมาหรือลูกหมาใส่ไว้ที่กระบะรถ....เพราะมันจะตกลงไปเมื่อไหร่เราก็ไม่รู้เลย อันตรายมากค่ะ คิดดูว่าถ้าตกตอนรถวิ่งเร็วๆ หรือตกแล้วมีคันหลังวิ่งตามมาติดๆดูสิคะ.... สยองมากค่ะ เจ้าขนุนนี่ดวงมันดีหรอกนะถึงได้ตกลงมาไม่ตาย แถมมีคนเก็บได้อีกตะหาก

เฮ้อ...


edit @ 2006/01/23 14:54:44
edit @ 2006/01/23 14:59:42

แหม อันที่จริงขี้เกี้ยจขี้เกียจ ขี้เกียจจนตัวเป็นขนแล้ว อิอิ มาเที่ยวนี่อยากนั่งๆนอนๆ กลิ้งๆ อ่านหนังสือ ชมวิว ถ่ายรูป หรืออย่างขยันก็นั่งพิมพ์ฟิคชั่นของตัวเอง นี่ล่ะการเที่ยวช่วงลาพักร้อนในอุดมคติของเรา แต่ในเมื่อมาเป็นแขกของคุณลุงคุณป้า แถมยังพ่วงคุณย่ากับคุณป้าอีกคนมาด้วย จะไปไหนก็ต้องตามเสียงข้างมาก (ก็ผู้ใหญ่มีคนเยอะกว่านี่ ชิ!) ไม่สามารถขี้เกียจอย่างใจคิดได้ ต้องโดนปลุกโดนขุดออกจากเตียงตั้งแต่เช้าตรู่ (6 โมงครึ่งบ้าง 7 โมงบ้าง) เพื่อตะกายไปขึ้นภูเขา ชมวิว ดูปล่องภูเขาไฟ และอื่นๆอีกมากมาย

เหตุที่ต้องตื่นเช้าเพราะต้องให้คุณพ่อหรือคุณลุงขับรถเข้าเมืองบ้าง ข้ามเมืองบ้าง เพื่อไปเที่ยวในที่ต่างๆ ซึ่งส่วนมากต้องใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ถึง 2 ชั่วโมง เรียกว่านั่งรถกันจนเอียนเลยทีเดียว นับว่าเป็นการเที่ยวพักผ่อน(?) ประเภทที่เราและน้องชายเกลียดที่สุด เพราะฉะนั้นพอวันไหนไม่มีโปรแกรมช่วงเช้า เราก็นอนแก้แค้นจนตื่น 10 โมงเลยล่ะ

ช่วงกลางวันในวันว่างๆแบบนี้ไม่มีอะไรทำ(นอกจากกินกับนอน?) ก็เลยไปเดิน stalk ลูกชายสองตัวของคุณลุงคุณป้า น้องหมาชื่อบิวลี่ น้องแมวชื่อสโนววี่ ปรกติแมวจะอยู่ในบ้านกับคน ส่วนหมาอยู่นอกตัวบ้าน แต่วันไหนแดดออกดีแมวจะขอออก เราก็ให้ออก ผลก็คือ....ไปเจอะกับหมาเข้า อี๊บ...

รายงานด้วยภาพดีกว่า

เมื่อแมวลงไปดมสำรวจหญ้าระหว่างกระถางต้นไม้
หมาก็ยืนจดๆจ้องๆ

หมาดมแมว

หมาเข้ามาดมแมว
แม้จะคุ้นกันดีอยู่แล้วแต่แมวก็ยังทำท่าแหยงๆ

หมาดมแมวต่อ

แถมแมวจะเดินเลี้ยวหนี หมาก็เดินวนไปดัก

แมวเดินหนี

แมวมุดหนีไปอีก

หมาก็ยังตามไปดม

หมาตามไปดม

ภาพนี้เห็นได้ว่าแมวไม่พอใจ และหันมาแว้ดใส่
"แง่ว!!!!!!!!!!"

หมายอมถอย

ในที่สุด เมื่อนับตามความอาวุโส
หมาก็ต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้

เรื่องของเรื่องก็คือ แมวนี้เป็นแมววัยกลางคนกลางแมว ก็อายุมากหน่อยๆแล้ว น่าจะประมาณ 7-8 ปี(เนื่องจากเป็นแมวเก็บมาเลี้ยง ลุงกับป้าเลยไม่แน่ใจว่าอายุเท่าไหร่ แต่ตอนเอามามันยังหนุ่มวัยกระเตาะอยู่) ส่วนเจ้าหมานี่ ตอนนี้อายุประมาณ 1 ขวบ (อันนี้เราเองแหละที่จำไม่ได้) ปีที่แล้วตอนได้หมามาใหม่ๆ พอเจอกัน หมาจะตื่นเต้นมาก คืออยากเล่นด้วย ก็จะกระโจนใส่ ส่วนตาแก่แมวก็ขี้รำคาญไอ้หมาเด็กเลยแทบไม่ยอมออกนอกบ้านอีกเลย

หลังจากนั้นพอหมาเริ่มโตขึ้นก็ซนน้อยลง แมวเลยยอมให้เข้าใกล้ได้ ว่างๆก็เดินโฉบไปให้ดมนิดหน่อยแต่ไม่ค่อยคลุกคลีด้วยหมาก็เหมือนจะรู้นะ ทำตัวเรียบร้อยเชียว แต่บางทีพอแมวโดนหมากวนมากๆ แมวก็ต่อยเบ้าตาหมาเหมือนกัน เผลอๆก็ข่วนซะจมูกถลอก หมาก็เลยต้องยอมถอยให้แมวด้วยประการฉะนี้

วันนี้พอเท่านี้เพราะขี้เกียจ อิอิ

ปิดท้ายด้วยรูปอาหารเช้าของเราเมื่อเช้านี้ ที่กินไปตอน 10 โมง (เทียบเท่าตี 3 เมืองไทย)

ตื่นสายผิดเวลา เลยเวลาข้าวเช้าแล้ว ก็เลยหิวมาก
หน้ามืด ฟาดซะ.... อิ่มแปล้ เกือบ reverse ออกทางปาก ฮ่าๆ
ประกอบด้วย ไอศครีม 1 ถ้วย (รส Caramel Cones ของฮาเก้นดาซ)
นมจืด 1 แก้ว สตรอว์เบอร์รี่หลายซีก
กับ บราวนี่ พายมะม่วง เค้กมะม่วง คุกกี้ช็อกโกแลตชิป
อีกอย่างละ 1 ชิ้น (บราวนี่ที่หยิบเกินมา เอาไปขอให้พ่อช่วยกิน)

ปล. ปลิ้น
ตอนนี้กางเกงที่แบกมาจากเมืองไทย เริ่มคับแล้ว อ๊ากกกกกกกกกก

สวัสดีค่ะ อยู่หัวหินค่ะ.... มาพักผ่อนหย่อนใจตามคุณไสย์ เอ๊ย ตามอัธยาศัย กับคุณพ่อ คุณแม่ และไอ้ อุ๊บส์ น้องหนุงหนิงค่ะ (คุณแม่บอกว่า หนุงหนิงไม่ใช่หมา หนุงหนิงเป็นน้อง.... เอ้า น้องก็ได้)

กำลังสนุกเทียวค่ะ วันนี้ไปเดินตลาดหน้าแกรนด์โฮเทล ได้รองเท้าสองคู่ (คุณแม่เป็นสปอนเซอร์ค่ะ กรี๊ดกร๊าด คู่ละ 250 กับ 280) วันนี้ที่หัวหินอากาศดีค่ะ ตอนบ่ายๆเย็นๆมีฝนตกนิดหน่อยตรงฝั่งเขาตะเกียบ แต่พอหยุดแล้วก็อากาศสดใสค่ะ ไม่มีฝน ไม่มีพายุ ส่วนลมยังพัดแรงเป็นปรกติค่ะ (นี่ก็เริ่มน้ำมูกไหลอีกแล้ว เพราะโดนลมพัดมากเช่นเดิม)

นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรนอกจากข่าวอัพเดทเล็กน้อย.... ซึ่งเขียนด้วยความสติแตกนะคะ

ข้อควรระวัง: หนึ่งคือถ้าคิดออกว่าหมายถึงอะไร มันอาจจะซกมก เพราะฉะนั้นใครรับไม่ได้ หรือกำลังกิน ดื่ม จิบ ชิม อะไรอยู่ ขอความกรุณาอย่าอ่านนะคะ สองคือ ตอนนี้เสียจริต เลยเขียนเป็นมนุษย์มนาไม่ได้ ออกมาบ้าบอคอแตก เพราะฉะนั้น ใครกำลังทำอะไรที่เสี่ยงต่อการสำลัก กรุณาอย่าเพิ่งอ่านนะคะ....

เนื่องในโอกาสวันมหามงคล ข้าพเจ้าและครอบครัวจึงได้เดินทัพไปพักผ่อนหย่อนใจที่หัวหิน

ตกค่ำ บิดา มารดา และข้าพเจ้า ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันไปตามอัธยาศัย (ในคอนโดนั่นแหละ) ปะเหมาะเคราะห์ไม่ดี ข้าพเจ้าถูกข้าศึกประชิดหน้าด่าน
แต่บุญยังช่วยค้ำจุน ทำให้หน่วยสอดแนมและกองหน้านั้น ดูเด่นเป็นสง่ามาแต่ไกล และมีเสียงอึกทึกครึกโครมยิ่งนัก ข้าพเจ้าจึงตั้งแนวป้องกันได้ทัน (เฮ้อ โล่ง ค่อยยังชั่ว)
ใครจะคาดเล่า เมื่อฟาดฟันศัตรูระลอกแรกจนหมดสิ้น....

ข้าพเจ้าผู้กำลังย่ามใจ ได้อาบน้ำประแป้งเรียบร้อย และนั่งเอกเขนกตามอัธยาศัยอยู่หน้าเครื่องโน้ตบุ๊ค คร่ำเคร่งอย่างเมามันส์อยู่กับการศึกษาตำราพิชัย java script
ทันใดนั้น... ทัพหลวงก็รุกเข้าถึงหน้าด่านอย่างสายฟ้าแลบ (โอ้วโน่ว!!!)

โชคยังดีที่ข้าพเจ้าสังหรณ์ใจล่วงหน้า จึงตั้งรับชนิดฉุกละหุกได้ทันเฉียดฉิว
แต่กระนั้น การศึกครานี้ ก็หนักหน่วงยาวนานยิ่งนัก (หน้ามืดตาลาย คล้ายจะเป็นลม)
ข้าศึกที่โหมกระหน่ำ ราวีไม่หยุดยั้ง พยายามหักด่านของข้าพเจ้าให้แตกพ่าย ข้าพเจ้าต้องพยายามต้านทานไว้อย่างสุดกำลังความสามารถ แต่เมื่อฝ่ายศัตรูใช้จำนวนมากเข้าข่มจึงอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปตามการศึก แม้ว่าจะสามารถรักษาเมืองไว้ได้ก็ตามที

น่าเสียดาย ในการศึกเยี่ยงนี้ ไม่สามารถหาผู้ใดมาบัญชาการรบเคียงบ่าเคียงไหล่ได้
เพราะ...อนิจจา! เก้าอี้บัญชาการตัวนี้ เป็นบัลลังก์พญามาร มันผู้ใดนั่งลงไปแล้ว ยากนักที่จะสามารถลุกขึ้นหรือสละตำแหน่ง

และเมื่อตกเป็นเหยื่อบัลลังก์พญามารนี้แล้วไซร้ ย่อมมีแต่จะถูกสูบพลังชีวิตและวิญญาณไปจนทรุดโทรมเหี่ยวแห้ง...

บัดนี้ข้าพเจ้านั่งทอดอาลัย ไม่สามารถสั่งการกระไรได้ ได้แต่อาศัยกำลังเสริม อันมีน้ำ เกลือและโอสถ ซึ่งจะถูกลำเลียงมาช่วยเหลือจากเมืองพ่อเมืองแม่ ประทังชีพไปพลางๆเท่านั้น

ข้าพเจ้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้าศึกจะไม่ส่งกองหนุนเข้ามาอีก หรืออย่างน้อยในเพลาดึกเยี่ยงนี้ ข้าศึกจะไม่อาจหาญบุกเข้ามา แต่จะรั้งรอจนกว่ารุ่งสาง หาไม่แล้ว.... ข้าพเจ้าคง....
(จบดีกว่า เดี๋ยวเห็นภาพมากไปกว่านี้)