วันนี้มีนิทานมาเล่าให้ฟังค่ะ เป็นความลักลั่นย้อนแย้งบางอย่างที่พบเห็นได้จริงในสังคมไทย
เป็นนิทานที่ดัดแปลงมาจากเรื่องเล่าที่ได้ฟังมาจากคนวงในที่ได้ใกล้ชิดเหตุการณ์ด้วยโดยตรง
------------------------------
กาลครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ มีเครือโรงเรียนอยู่เครือหนึ่ง ที่มีโรงเรียนสาขาอยู่ตามต่างจังหวัดด้วย และเมื่อนานมาแล้วทางส่วนกลาง หรือสาขาใหญ่ของเครือ ก็ได้ออกกฏระเบียบ ห้ามนักเรียนเอาของเล่นหรือเครื่องเกมมาโรงเรียนเด็ดขาด เนื่องจากครูบาอาจารย์ร้องไห้แง ๆ มาฟ้องมาว่าเด็กไม่ตั้งใจเรียน วัน ๆ เอาแต่เล่นเกม
พอถึงช่วงปิดเทอม ทางสมาคมผู้ปกครอง ซึ่งต้องการเอาอกเอาใจบุตรหลาน ก็ได้ยื่นเรื่อง ขอผ่อนผันกับสาขาใหญ่ ว่าให้อนุญาตให้เด็กเอาของเล่นมาโรงเรียนได้ เพราะตอนปิดเทอมก็มีเรียนซัมเมอร์แค่วันละนิดหน่อย แต่มีเวลาว่างเยอะแยะตาแป๊ะเป็นลม น่าจะปล่อย ๆ เด็กให้ได้เถิดเทิงทิงนองนอยกันบ้าง
แต่ทางสาขาใหญ่พิจารณาแล้ว ไม่ตกลง และแจ้งกลับมาว่า หน้าที่ของนักเรียนคือเรียนหนังสือ ไม่ใช่เล่นของเล่นหรือเล่นเกม ถึงเป็นปิดเทอม ถึงเป็นซัมเมอร์ เมื่อมาโรงเรียนก็ต้องก้มหน้าก้มตาเรียนไป ถ้าอยากเล่นให้ไปนั่งตีพุงเล่นที่บ้านไป๊
ฝ่ายสมาคมผู้ปกครองจนด้วยเหตุผล จึงจำยอม ทำตามกฏเดิมต่อไปแม้จะเป็นปิดซัมเมอร์
เราเองในฐานะชาวบ้านที่ห่างไกลและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ก็ได้แต่บ่นงืม ๆ งำ ๆ กับความเต่าล้านปีของสาขาใหญ่ ว่าทำไมช่างรั้นและหัวแข็งนัก ไม่รู้จักยืดหยุ่นบ้างเลย!
ต่อมาไม่นาน... ณ จังหวัดอันห่างไกลแห่งหนึ่ง ก็มีครูคนหนึ่งพบว่ามีเด็กทำผิดกฏ ก็เลยทำโทษ ให้กลับบ้านมาคัดลายมือไปส่ง 100 จบ
เรามาดูพื้นฐานนิสัยของครูคนนี้กัน...
เขาคนนี้เรียกได้ว่าเป็นครูตงฉิน เป็นครูตัวอย่าง เพราะเถรตรงและไม่มีเล่ห์เหลี่ยม อีกทั้งไม่ยอมรับสินบนสินล่างใด ๆ ทั้งสิ้น ขนาดพ่อแม่ของเด็กคนหนึ่งสนิทกับคุณครูมาก พากันไปกินก๋วยเตี๋ยวข้างทางด้วยกันอยู่เสมอ นาน ๆ ทีก็ไปร้องคาราโอเกะเพลงอนิเมด้วยกันอีกต่างหาก คุณครูก็ยังไม่ยอมรับสินบนของกลุ่มเพื่อนกลุ่มนั้นเลย ถ้าลูกเขาทำอะไรผิด ก็ทำโทษอย่างเท่าเทียมกันตามกฏระเบียบของโรงเรียนทุกประการ
พ่อแม่ของเด็กคนนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไร ได้แต่เอามาเล่าให้ประธานสมาคมผู้ปกครองฟัง ซึ่งคุณเธอฟังแล้วก็หัวเราะคิกคัก บอกว่าสมเป็นครูคนนั้นดี
แต่....เด็กคนใหม่ที่ทำผิดนี้ ดันเจือกเป็นญาติโกโหติกา เป็นหลานแสนรักของใครคนหนึ่งในโรงเรียนสาขาใหญ่ ทางครอบครัวไม่พอใจที่ลูกถูกทำโทษให้คัดลายมือ ก็เลยขี่ม้าสามศอก เอ๊ยไม่ใช่สิ ก็เลยโทรศัพท์กริ๊ง ๆ ไปฟ้องคุณลุงของเด็กซึ่งอยู่ที่สาขาใหญ่
คุณลุงผู้ใหญ่เบิ้มมาจากไหนก็ไม่รู้คนนั้น เลยโทรศัพท์มาเจรจากับคุณครู ประมาณว่าแสดงตนว่าใหญ่แค่ไหน และบอกให้ละเว้นหลานของตน แน่นอนว่าคุณครูย่อมไม่ยอม.... คุณลุงจึงโมโหมากจนหัวล้านแดงเถือกขึ้นมา แล้วทิ้งท้ายใส่โทรศัพท์ว่า "แล้วจะได้เห็นดีกันว่าใครเหรียญห้าใครเหรียญบาท!"
หลังจากนั้นคุณครูคนนั้นก็โดนคำสั่งโยกย้ายไปอยู่สาขาที่กันดารและห่างไกลที่เก่า....
ประธานสมาคมผู้ปกครอง ซึ่งแม้ตอนแรกจะไม่เห็นด้วยกับความหัวดื้อของสาขาใหญ่ แต่พอเห็นว่าครูที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตถูกใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกเช่นนี้ก็เคืองมาก! ก็เลยเอามานินทา อุ๊บ เอามาบอกเล่าเก้าสิบ หนึ่งร้อย สองร้อย และสามร้อยให้ชาวบ้านอย่างอิฉันฟัง แต่ ... เดี๋ยวก่อน! ประธานสมาคมฯรู้เรื่องนี้ได้ยังไงล่ะ? โถ่ ก็ไอ้พ่อแม่ของเด็กคนนั้นนั่นแหละที่เอามาเล่าอย่างภูมิอกภูมิใจ โอ้อวดว่าตัวมีญาติใหญ่คอยคุ้มกะลาหัว ใช้อำนาจและตำแหน่งข่มเหงรังแกครูชั้นผู้น้อยได้ เพื่อหลานของตัวเองที่ทำผิด... นึกว่าประธานฯจะเห็นดีเห็นชอบและชื่นชมเหรอ.... เปล่าเลย ประธานคนนั้นกุมขมับอย่างเศร้าใจและแอบหมั่นไส้ พร้อมกับรำพึงรำพันว่า โอ้โลกทำไมมันช่างมีความลักลั่นย้อนแย้งอยู่ใกล้ตัวเสียจริง!
ชาวบ้านอย่างอิฉันก็หนวดกระดิกสิ.... เอ๊ย เราไม่มีหนวดนี่หว่า เอาเป็นว่าโมโหจนลมขึ้นเลย ถึงตอนแรกจะแอบด่าโรงเรียนสาขาใหญ่อยู่ก็เถอะ แต่การทำตามนโยบายของสาขาใหญ่ ก็เป็นหน้าที่อันควรปฏิบัติของครูชั้นผู้น้อยแล้วนี่นา แล้วอีกอย่างคือคิดว่า อิโด่ ถ้าไอ้ลุงบ้านั่นไม่พอใจกฏของสาขาใหญ่ และคิดว่าครูทำผิดที่ลงโทษเด็ก ทำไมตอนที่สาขาใหญ่ออกมติไม่อนุมัติให้ผ่อนผัน ถึงไม่ยอมลุกขึ้นคัดค้านตั้งแต่แรกล่ะโว้ย? มาเล่นแง่เอาตอนหลังแบบนี้ได้ยังไง? ป๊อดล่ะเซ่ ไม่กล้าเผชิญหน้าหรือคัดค้านหัวหน้างานของตัวเองล่ะเซ่? โด่ ป๊อด ป๊อด ป๊อด! สุดท้ายก็มาลงเอยที่การรังแกครูชั้นผู้น้อยที่ไม่มีอะไรมามาสู้กับตัวได้ ความยุติธรรมของสังคมอยู่ที่ไหน!! เส้นใหญ่ทำไมถึงครองเมือง? แง่ง ๆ ๆ
(เรื่องของตัวเองรึก็เปล่า.... คนคนนั้นก็ไม่ได้รู้จักมักจี่สักนิด ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตูจะโมโหไปทำไม ก๊าก)
อะแฮ่ม เข้าเรื่องต่อ....
รู้สึกว่าโลกนี้ยังมีความยุติธรรมหลงเหลืออยู่ ตรงที่เรื่องนี้ไม่ได้จบลงแค่นั้น!
ด้วยความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นนี้ ประธานสมาคมผู้ปกครองรู้สึกเห็นใจครูคนนั้นมาก เพราะเป็นครูที่แสนดี ไม่แปดเปื้อนด้วยสินบน ปฏิบัติหน้าที่อย่างสัตย์ซื่อและจริงใจ (ถึงหน้าที่นั้นจะขัดกับความต้องการของสมาคมผู้ปกครองก็เถอะ...แต่เรื่องนโยบายที่ไม่เห็นด้วย กับเรื่องการโดนข่มเหงอย่างอยุติธรรมมันคนละเรื่องกัน เนอะ) จึงนับเป็นบุคลากรที่ล้ำค่า ถ้าจะเสียไปให้ถิ่นทุรกันดารที่ไหน ให้ไปตกระกำลำบากในที่ไกล ก็น่าเสียดายและแสนสงสาร ประธานสมาคมฯก็เลยโทรศัพท์หาคนสนิท ที่มีลู่ทางติดต่อคนที่ตำแหน่งใหญ่สุด ๆ ของสาขาใหญ่!
แน่นอนว่าชาวบ้านอย่างเราไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรเลย นอกจากยุแยงตะแคงรั่ว เอ๊ย.... ยืนเชียร์ประธานฯอยู่ขอบสนามด้วยไฟแค้น เอ๊ย ด้วยไฟแห่งจิตวิญญาณรักความยุติธรรม สนับสนุนเหลือเกินที่จะให้คนใหญ่ไย้ใหญ่ของสาขาใหญ่ได้รู้ว่าในสาขาของตนมีหนอนบ่อนไส้! และหนอนนั่นก็ใช้อำนาจรังแกผู้ใต้บังคับบัญชาชั้นผู้น้อยในจังหวัดที่ไกลหูไกลตาอยู่
5 วัน (มั้ง) ผ่านไปไวเหมือนโกหก
ประธานสมาคมฯมาบอกข่าวให้ชาวบ้านอย่างอิฉันได้รู้ค่ะว่า ครูคนนั้นโดนเด้งไม่สำเร็จ! สรุปว่ายังได้ทำงานอยู่ดีกินดีในที่เดิมของตัวเอง
ก็ไม่รู้หรอกนะว่าคนที่ติดต่อไปน่ะไปฟ้องอะไรอีท่าไหนถึงได้เป็นแบบนี้ และไม่รู้ด้วยว่าไอ้ลุงบ้าคนนั้นโดนระบุตัวได้มั้ย หรือโดนลงโทษอะไรหรือเปล่า
แต่อย่างน้อยเราก็รู้สึกสะใจ เอ๊ย รู้สึกพอใจมาก ๆ ที่คนที่ยืนหยัดสู้กับอำนาจมิชอบ เขาได้รับการช่วยเหลือ ไม่ต้องถูกรังแกแล้ว...
*ได้คุยกับ"ประธานสมาคมฯ"อีกครั้งแล้วค่ะ เค้าบอกว่า "คนสนิท" ของเค้ายังไม่ได้ทำอะไรเลย แค่มีเบอร์สายตรงสำหรับติดต่อผ.อ.อะไรสักอย่างในนั้นเฉย ๆ ยังไม่ได้ฟ้องอะไรเลย คุณครูคนนั้นหนังเหนียว เด้งไม่ไปเอง กร๊าก ส่วนเบอร์โทรฟ้องนั่น เอาไว้เป็นไม้ตาย เผื่อลุงหัวล้านใจน้อยของเด็กคนนั้นจะเกิดเฮี้ยนขึ้นมาอีก อุ่นใจได้อีกเปลาะหนึ่ง อิ ๆ*
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
เส้นใหญ่ต้องเจอเส้นใหญ่กว่า (ไม่ใช่เฟ้ย!!!)
สอนให้รู้ว่า.... ธรรมะชนะอธรรมยังมีให้เห็นอยู่นะจ๊ะ
(แต่มันจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อผู้พบเห็นไม่งอมืองอเท้านั่งดูเฉย ๆ
หรือเมื่อฝ่ายธรรมะดวงดีขึ้นมาอย่างประจวบเหมาะเท่านั้น)
เคี้ยก ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ
(พอดีกว่าค่ะวันนี้ หัวเราะจนเสียสติไปแล้ว สะใจเกินเหตุ อิ ๆ)
edit @ 9 Apr 2008 01:22:18 by Valentino
edit @ 9 Apr 2008 02:18:40 by Valentino