วันนี้วันอาทิตย์ (จริงๆเลยเที่ยงคืนแล้วอ่ะ กลายเป็นวันจันทร์แล้วแต่พอดีเรายังไม่นอน เลยสมมติว่าเป็นวันอาทิตย์ละกันเนอะ) แต่ไม่ได้หยุดอยู่บ้านหรือเดินช็อปปิ้งสบายๆหรอก หุๆ แต่ออกไปธุระพิเศษเกือบทั้งวัน ตอนเที่ยงๆนัดเพื่อนๆเป็นพิเศษที่เซ็นทรัลลาดพร้าว เพื่อไปเอาเอกสารคืน แล้วจะได้หาอะไรกินกันสังสรรค์เล็กๆน้อยๆเป็นการพิเศษ แล้วไปธุระพิเศษที่สนามบินดอนเมืองต่อ เดินย่ำต๊อกมากเป็นพิเศษจนเท้าจะหลุด กลับมาทั้งเมื่อยทั้งเพลีย (จริงๆเพลียเพราะกลับดึก มัวแต่ไปนั่งทานข้าวกับดาร์ลิ้งและคุณแม่ของดาร์ลิ้งคนพิเศษอ่ะจิ....ธุระน่ะจริงๆเสร็จแล้วก็แยกย้ายกันตั้งแต่ 4 โมงเกือบครึ่ง)
เรื่องที่จะเล่าคือเรื่องพิเศษที่เกิดขึ้นเมื่อตอนเช้า ออกจากบ้าน อยู่บนรถเมล์หนอน(รถเมล์ยาวเป็นพิเศษ)สาย 145 ซึ่งวิ่งระยะยาวแถมคนยังแน่นเป็นพิเศษ ได้พบเหตุการณ์พิเศษ..... พนักงานเก็บสตางค์ผู้หญิง (ต่อไปนี้จะเรียกว่า กระเป๋า) ทะเลาะกับผู้โดยสารชาย (ต่อไปนี้จะเรียกว่า ลุง)
เท่าที่เราเห็นกับตา และได้ยินกับหู.... เรื่องของเรื่องมันมีอยู่ว่า ลุงแกมากับภรรยา แล้วก็ลูกสาว 1 คน กะด้วยสายตาเราคิดว่าอายุประมาณ 8-10 ขวบ ตอนจ่ายค่าโดยสาร ลุงแกบอกกระเป๋าว่ามี 2 คน เอ้าก็จ่ายเงิน 2 คนไม่มีอะไรผิดปรกติ เสร็จแล้วกระเป๋าเดินเก็บเงินต่อ เห็นเด็กนั่งอยู่ (ป้ายนั้นคนขึ้นเยอะ) ก็ถามว่า "เราน่ะมากับใคร?" เด็กก็คงชี้ไปทางพ่อแม่ ซึ่งแม่นั่งอยู่ (นั่งคนละแถวอ่ะ) ส่วนพ่อยืน แล้วเราก็ได้ยินเสียงกระเป๋าพูดว่า "เราน่ะ ไปนั่งตักแม่ ปะ" (น้ำเสียงเฉยๆ เหมือนปรกติที่พูดกับผู้โดยสารคนอื่นแหละ คือไม่อ่อนหวานแต่ก็ไม่ได้กระโชกโฮกฮาก) ทีนี้ ลุงแกเห็นลูกขยับจะลุก ก็ปราดเข้ามาแตะแขนลูกแล้วบอกว่า "นั่งไปลูก ไม่ต้องย้าย"
แล้วลุงก็ต่อว่ากระเป๋า ด้วยเสียงฉุนๆประมาณว่า "ทำไมเนี่ย ไล่เด็กทำไม เด็กทำไรผิด"
กระเป๋าก็บอกว่า "ขอโท่ดค่ะ!เด็กมากับพ่อแม่ ไม่ได้จ่ายค่าโดยสาร ก็ต้องนั่งตักพ่อแม่ ขอโท่ด!ค่ะ ไม่ได้ไล่ แค่จะให้นั่งด้วยกัน" (ที่พิมพ์ว่าขอโท่ด ไม่ใช่ ขอโทษ ก็เพราะเราฟังแล้วน้ำเสียงเค้าประมาณนี้อ่ะ ฟีลลิ่งมันประมาณ ขอโท่ด! จริงๆน่ะ)
ลุงไม่ยอมก่ะ... ก็เถียงกันไปเถียงกันมา บลาๆๆ แล้วพอกระเป๋าจะเดินหนีไปเก็บเงินคนอื่นต่อ (เด็กก็ยังไม่ลุก แต่กระเป๋าทำท่าจะยอมแพ้ละ เพราะลุงเขาดุ(ชิบอ๋าย)) ตาลุงก็บ่น(ดังๆ)ว่า "ทำไมต้องทำกันงี้ด้วย คนทำงานด้วยกันแท้ๆ"
กระเป๋าก็ฉุนจิก๊ะ "คนทำงานอะไร พี่ทำงานหนูก็ทำงานเหมือนกันนะ หนูพูดผิดมั้ยคะ เด็กไม่ได้จ่ายค่าโดยสารก็นั่งตักพ่อแม่ไปสิ ไม่งั้นก็จ่ายเพิม ตีตั๋วสามคนสิ หนูพูดผิดตรงไหนคะ"
แล้วเราก็ได้ยินแว่วๆว่าลุงแกบ่นว่า "ผมก็ทำงานขับรถเหมือนกัน"
กระเป๋าเลยฉุนใหญ่ "พี่ทำงานขับรถแล้วกระเป๋าของพี่ไม่เก็บเงินเหรอ ถามหน่อยสิกระเป๋าบนรถเก็บเงินแบบไหน หนูพูดแบบนี้ผิดด้วยเหรอคะ ฯลฯ ฯลฯ"
แล้วได้ยินลุงแกต่อว่าว่ากระเป๋าพูดไม่เพราะ กระเป๋าก็เถียงว่า
"หนูพูดไม่เพราะตรงไหน ไม่เชื่อถามผู้โดยสารคนอื่นสิ"
(ผู้โดยสารเงียบ.... ไม่มีใครตอบ มีแต่คนฟัง และบรรยายกาศในรถก็โค่ดมาคุเลย ส่วนเราคิดว่าคือเค้าพูดเพราะก็จริง แต่น้ำเสียงแข็งๆไง ตามประสาคนโมโห แต่ที่น้ำเสียงแข็ง ก็เพราะโดนพ่อเด็กว่าเอาก่อน แล้วเถียงกันแบบนั้นก็ไม่มีใครกล้าสอดปาก เหอเหอ)
ตาลุงเลยได้ที ว่าใหญ๋เลยว่า
"พูดไม่สุภาพ ฯลฯ ดูสิว่าผู้โดยสารไม่มีคนไหนรับซักคนว่าคุณพูดเพราะ"
(อ้าว....ใครจะกล้าส่งเสียงล่ะ คนเถียงกันกำลังโกรธทั้งคู่ ใครเข้าไปแทรกอาจจะโดนรุมได้นะเออ)
ขณะที่เรากำลังคิดอยู่ว่า จะทำไงดี เพราะอยากช่วยกระเป๋า แต่ไม่อยากรุมลุงแก (ก็แบบว่าเห็นใจทั้งคู่อ่ะ) กระเป๋าก็ใช้ไหวพริบ พูดว่า
"แล้วหนูพูดหยาบตรงไหนอ่ะ ถามผู้โดยสารสิมีมั้ย ใครจะยืนยันว่าหนูพูดไม่สุภาพมั่ง มีรึเปล่าคะ???"
(ผู้โดยสารเงียบทุกคน เหมือนเดิม... แต่เราแอบพยักหน้า)
สุดท้าย แก๊ง~~~ ยกที่ 1 กระเป๋าชนะ (มั้ง) เพราะเถียงจนพอใจแล้วก็เดินกลับมา (โดยที่ปล่อยเด็กนั่งที่เดิม เอิ๊กๆ แล้วตาพ่อกับกระเป๋าจะทะเลาะกันไปทำไมล่ะเนี่ย)
กระเป๋าก็เดินมาที่หัวรถเมล์แล้วก็นับเงิน นับไปนับมา เสียงลุงคนนั้นก็ดังขึ้นอีก พูดว่า...
"ทีหลังนะ ผมแนะนำผู้โดยสารนะ ถ้ากระเป๋าพูดไม่เพราะไม่ต้องจ่ายเงิน แล้วไม่ต้องลงจากรถด้วย เพราะเค้าไม่มีสิทธิ์ไล่เราลงจากรถ ฯลฯ"
ฉันคิดในใจค่ะว่า....ระเบิดลงอีกลูกแน่ เหอๆๆ ซึ่งก็ใช่จริงๆ กระเป๋ามีน้ำโหค่ะ เดินแหวกคนไปถามเลย (แต่ยังใช้คำพูดไม่หยาบเหมือนเดิม)
"พี่ว่าอะไรหนู"
"ป่าว ผมพูดกับผู้โดยสาร ไม่ได้พูดกับคุณ"
"พี่ไม่พอใจอะไรก็ว่าหนูตรงๆเลยสิ มีอะไรก็พูดมา ถามจริงเป็นพนักงานขับรถจริงรึเปล่า ขับสายไหน"
ตาลุงไม่ตอบค่ะ เงียบ แต่เถียงอะไรไม่รู้ฟังไม่ได้ศัพท์
กระเป๋าเดินกลับมาข้างหน้า แล้วแวะถามภรรยาลุงว่า "เค้าอยู่สายไหน" ภรรยาบอก ไม่รู้ กระเป๋าถามว่า "อะไร ไม่รู้ได้ไง อยู่บ้านเดียวกันไม่ใช่เหรอ"
ตาลุงฉุนค่ะ ตะโกนว่า "ยุ่งอะไร ไม่ต้องบอก ไม่ใช่ตำรวจซะหน่อย"
กระเป๋าตะโกนกลับไปว่า
"ก็อยากรู้อ่ะว่าอยู่สายไหน ถ้าพี่เป็นคนขับรถขององค์การจริงๆก็ต้องรู้กฏสิ ว่ากฏเค้าว่ายังไง ต้องเก็บเงินผู้โดยสารยังไง เด็กนั่งแบบไหนถึงต้องจ่ายเงินหรือไม่จ่ายเงิน ใช่มั้ยคะ" (ประโยคหลังเหมือนจะถามผู้โดยสาร แฮะ)
เสร็จแล้วก็ทิ้งท้ายว่า "แล้วจะไล่ผู้โดยสารลงเหรอ หนูไม่เคยไล่ผู้โดยสารลงจากรถนะคะ! ดูสิลูกของพี่ก้ไม่จ่ายเงิน แล้วหนูไล่เด็กลงจากรถรึเปล่าล่ะ" (เราฟังมาถึงตอนนี้เลยรู้สึกว่า ที่พี่กระเป๋าเค้าโมโหน่ะอาจจะเพราะโดนพูดเหมือนกล่าวหาว่าเค้าไล่ผู้โดยสารลงจากรถแหละ)
สำหรับเราอ่ะ ตอนแรกกระเป๋าอาจจะผิดที่พูดไม่เคลียร์แถมน้ำเสียงปรกติเค้าก็เหมือนดุๆอยู่แล้ว ตอนบอกให้เด็กย้ายที่เลยเหมือนไปว่าเด็ก พ่อเด็กก็เลยโมโหอ่ะ
แต่ตอนหลังที่กระเป๋าเลิกเถียงแล้วอ่ะ พ่อเด็กผิดเต็มๆ ตรงที่เงียบแล้วไม่ยอมเลิกแล้วต่อกัน ยังต่อความยาวสาวความยืดอีก (จะนินทาหรือเป่าหูผู้โดยสารคนอื่นให้มาเป็นพวกตัวเองก็ไม่รู้จักพูดเบาๆ เล่นพูดซะดังจนได้ยินถึงด้านหน้ารถเลย ท่าจะบ้า หงิกๆๆๆ)
แถมตอนหลัง เด็กอ้วกอ่ะ พอรถว่างเค้าก็ย้ายไปนั่งข้างๆแม่ แล้วก็เมารถ อ้วกอ่ะ... กระเป๋าเดินไปหาเด็กแล้วถามว่า "มีถุงอีกมั้ย มีใบเดียวเหรอ มีใบใหญ่มั้ย"
ลุงแกก็ระแวงนึกว่ากระเป๋ามาหาเรื่องหรือมาจับผิดเด็กมั้ง ก็เลยถามว่า "แล้วมายุ่งอะไรอีกเนี่ย จะจับผิดกันไปถึงไหน"
กระเป๋าฉุนรอบที่ 3 ค่ะ... ตะโกนตอบไปว่า
"อะไรเนี่ย อุตส่าห์หวังดีจะเอายาดมไปให้ ยังจะว่าอีกเหรอ ดูสิอ้วกทำรถหนูเลอะหนูยังไม่ว่าซักคำ ทำไมปากเนี่ยมีแต่จ้องจะหาเรื่องกันจัง"
แล้วกระเป๋าก็กลับมาค้นยาดมไปให้เด็ก แล้วก็พยายามหาถุง (แต่ไม่มี) แล้วก็เอาเศษผ้าเช็ดกระจกไปให้เด็กเช็ดอ้วกบนตัวกับบนพื้น
หลังจากนั้นอีกพอเค้าเดินกลับไปผ่านเด็กอีกหนนึง เค้าก็เข้าไปถาม(น้ำเสียงแข็งระดับธรรมดาของเค้าแหละ แต่ใช้คำพูดที่ส่อว่าเอ็นดูเด็ก) ว่า "ออกหมดรึยังลูก" (เด็กส่ายหน้า แล้วเอาหน้ามุดถุงต่อ) แล้วเราก็ได้ยินกระเป๋าพูดว่า "คุณลูบหลังให้ลูกสิ" (แม่เค้าอาจจะงง ทำไรไม่ถูก ก็เลยไม่ได้ลูบหลังให้ลูกมั้ง กั่ก) หนนี้ลุงไม่ว่าอะไรละ
เราเองนะ ตลอดเวลาที่ฟังเค้าเถียงกัน เราคิดอะไรหลายอย่างเลย
1. สงสารเด็ก เพราะตัวเองทำให้พ่อทะเลาะกับคนอื่น คงจะรู้สึกแย่น่าดูเนอะ
2. เห็นใจพ่อเด็ก ก็แหม...ลูกใครใครก็รักใช่แมะ จะยอมให้คนอื่นมาแตะต้องหรือไล่ให้ลุกจากที่ง่ายๆได้ไง
3. เห็นใจกระเป๋า ก็เค้าทำตามหน้าที่นี่นา...
4. นับถือกระเป๋า ที่ยังใช้สติ ไม่ด่าอะไรหยาบคายออกมาทั้งๆที่กำลังโมโหสุดๆ (แถมพวกกระเป๋ารถเมล์เนี่ย กิตติศัพท์ลือระบือไกลมานานละว่าปากจัดและด่าเก่งมากๆ ผู้โดยสารอย่าไปหือเชียว)
5. ซูฮกกระเป๋า ที่มีความกล้าและหน้าด้านพอที่จะเถียงกลับเพื่อปกป้องตัวเอง
6. ได้ข้อคิดอีกหลายข้อ
: การพูดสุภาพเป็นเกราะป้องกันภัยได้ระดับหนึ่ง (ถ้าไม่พูดหยาบซะอย่าง ถึงจะมีเรื่องกับคนอื่น แต่อย่างน้อยไทยมุงจะไม่หันมารุมเรา (บอกตามตรง ถ้ากระเป๋าพูดหยาบ เราคงเข้าข้างพ่อเด็กเต็มประตูแล้ว))
: ในสังคมจริง นอกจากควรใช้คำพูดที่สุภาพแล้ว น้ำเสียงควรจะอ่อนนุ่มด้วย (คนเราถ้าใจเย็นๆพูดจาดีๆด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่ม คงไม่มีใครอยู่ๆลุกขึ้นมาเขม่นเราจริงมั้ย?)
: อย่าต่อความยาวสาวความยืด (เมื่อทะเลาะจบแล้วหรือฝ่ายตรงข้ามล่าถอยแล้ว ถ้าเราไม่ใช่คนที่ถูก 100% จงอย่ากระดุกกระดิกหรือพูดอะไรที่จะทำให้เค้าย้อนกลับมาลุยอีกรอบ ปล่อยเรื่องให้จบไปซะเถอะ)
สุดท้าย เราเองคิดว่ากระเป๋าคนนี้ ถึงน้ำเสียงจะไม่อ่อนหวานน่าฟัง แต่...
1. อย่างน้อยเค้าพูดคะ ขา ทุกประโยค
2. ขยันดูแลผู้โดยสาร ด้วยการขานชื่อป้ายว่าถึงซอยไหนแล้วบ้าง คอยตะโกนให้ผู้โดยสารระวังมอเตอร์ไซค์เวลาลงรถ คอยสะกิดบอกผู้โดยสารที่กำลังจะลงจากรถว่าให้อุ้มเด็กดีกว่าเพราะถนนเปียกลื่น คอยดูว่าผู้โดยสารขึ้น/ลงเรียบร้อยรึยัง ถ้ายังก็ตะโกนบอกคนขับว่าอย่าเพิ่งออกรถ
3. ฉลาด รู้จักขอร้องผู้โดยสารให้เอาเหรียญออกมาแลก เพื่อให้ตัวเองมีเศษเหรียญไว้ทอนต่อเยอะๆ
ตอนเราจะลงจากรถก็เลยบอกขอบคุณพี่เค้า บอกว่า "พี่ขยันดูแลผู้โดยสารดีนะ ขอบคุณมากค่ะ" แต่เค้าฟังไม่ทันหรือเราพูดเบาไปไม่รู้ เลยถามว่า อะไรนะ?เราก็เลยรีบพูดใหม่(เพราะจะลงรถแล้วอะ) ว่า "พี่ขานชื่อป้ายดังดีค่ะ ชอบ"
กระเป๋ากับคนขับเลยฮาครืน
เราก็เลยพูดต่อว่า "เสียงดังฟังชัดดี จะได้ไม่มีใครนั่งเลยป้าย" ก็ขำกันไป เอิ๊กๆ
แล้วตอนลงจากบันไดรถไปแล้วเราก็เลยบอกว่า "โชคดีนะคะพี่ ขอบคุณค่ะ"
ที่พูดไปนั่น ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะเรารู้สึกผิดที่ไม่ได้ช่วยสนับสนุนพี่กระเป๋าตอนเค้าโดนหาว่าพูดไม่สุภาพ อีกส่วนหนึ่งเพราะเราเองรู้ดีว่าวันไหนเจอเรื่องหงุดหงิดกวนใจ ทำให้อารมณ์ไม่ดี ถ้าหากมีเรื่องดีๆหรือมีใครมาพูดดีๆด้วยแล้ว เราจะรู้สึกโล่งและอารมณ์ดีขึ้น เราน่ะในฐานะที่เป็นผู้โดยสารคนหนึ่ง เมื่อเห็นพี่กระเป๋าเค้าขยันช่วยเหลือผู้โดยสารทุกคน (แม้แต่ลูกของคนที่เกลียด ฮา....) ก็เลยอยากจะช่วยอะไรเค้ามั่ง
เพื่อนๆคะ...
คนเราน่ะ คำพูดดีๆ หรือประโยคที่กลั่นออกมาจากความปรารถนาดี พูดไปไม่มีเสียหายหรอกค่ะ มีแต่ดีกับดี ได้กับได้ เราเองก็จะได้สบายใจ ส่วนคนฟังก็ได้ชื่นใจ เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ที่คิดว่าคันปากอยากบอกอะไรๆดีๆ เช่น อยากขอบคุณคนอื่น อยากอวยพรอะไรเค้า หรือว่าอยากจะให้กำลังใจใคร ก็พูดๆออกไปเถอะค่ะ อาจจะน่าเขินอายนิดหน่อย แต่พูดออกไปแล้วไม่มีผลเสียแน่ ไม่มีใครจะด่าเราหรอกค่ะถ้าเราพูดในสิ่งที่ดี อย่าปล่อยให้โอกาสที่จะขอบคุณหรือให้กำลังใจใครมันหลุดลอยออกไปโดยที่เราไม่ได้พูดแม้แต่พยางค์เดียว เพราะจะมานั่งเสียใจทีหลังนะคะ
โดยเฉพาะกับคนในครอบครัว ยิ่งพูดยิ่งดีค่ะ (เอ๊ะ เริ่มเรื่องจากกระเป๋ารถเมล์ แล้วไหงวกมาครอบครัวได้ ฮา ก็คือเราชอบอ้อนคุณพ่อคุณแม่ไงคะ เลยอยากจะพูดหวานๆให้ท่านชื่นใจ ก็เลยมักจะพูดหวานๆและอ้อนบ่อยๆ)
สรุปว่า หาข้ออ้างอ้อนพ่ออ้อนแม่น่ะเอง...
จบดีกว่า ยิ่งเขียนยิ่งออกทะเล กั่กๆ
ป.ล. ข้อความวันนี้ยาวมากๆ ก๊อปแปะสองที่เลย คุ้มค่า ประหยัดเวลาและพลังงาน เอิ๊กๆ
edit @ 2005/10/10 00:36:48