An-Ordinary-Day

หลังจากที่ผู้หมวดหมีขาวปิดคดีฆาตกรรมอุฮิได้ด้วยความสามารถ (?) ของทีมสืบสวนและทีมจู่โจม เหล่าผู้ต้องหาก็ไปฉลองความสำเร็จกัน (อะไรของมันวะ?!)

แง่ม.... ไม่ใช่เสียหน่อย!!!!

เราแค่นัดไปกินข้าวกับอุฮิเฉย ๆ เพื่อไปเจออุกิ๊ อุโระ จ๊อยท์ พี่เกท และน้องใหม่เท่านั้น อีกทั้งอุฮิโฆษณาไว้ว่า หนนี้จะมีคนอื่นไปด้วย! ถ้าชอบรู้จักคนแปลกหน้าที่เป็นเพื่อนอุฮิ ก็โอมมมม จงมา!

เราจึงถูกเรียกไปลงหม้อโดยประการฉะนี้

----- ต่อไปคือรีพอร์ท ซึ่งยาวแบบน้ำท่วมทุ่ง ใครกลัวอ่านยาวเมื่อยตา กรุณาอ่านตามสารบัญ -----

- เหตุการณ์ที่บ้าน สีม่วงตามปรกติ
พล่ามไปเรื่อย

- เหตุการณ์เมื่อไปถึงงาน(ที่เลิกแล้ว) สีน้ำเงินเข้ม

- เหตุการณ์พิเศษ ตื่นเต้น (สำหรับเรา) สีน้ำเงินสว่าง
เราเล่าเรื่องโลกกลม ที่ประสบวันนี้ไว้

-แล้วก็สีส้มด้านล่างสุด เป็นเรื่องระทึกรอบดึกที่เราเจอ (ไม่ใช่ผี) -----

เราถ่อร่างไปในสภาพศพหมีแพนด้า (ที่ไม่ใช่จ่าแพนด้า เอ๊ะ หรืออาจใช่?!) เพราะเมื่อคืนตอนตี 3 นอนไม่หลับ เลยปั่นงานต่อจนถึงตี 4 แล้ววันนี้ตื่นเช้ามาก (เมื่อเทียบกับมาตรฐานเวลาของเราเอง)

ตอนแรกเราลืมตาตื่นเพราะอุฮิหายไป พอกำลังงง ๆ ว่ามันไปไหน ถูกใครลักพาตัวไปทัวร์กินขนมหรือเปล่า เจ้าตัวก็โผล่กลับเข้ามา บอกว่าไปเข้าห้องน้ำเฉย ๆ ตอนนี้เพิ่ง 6 โมง ยังไม่ถึงเวลาตื่น ให้เจ๊นอนต่อ อืม พอดีป้าเจ๊เป็นคนว่าง่าย เชื่อฟัง เลยนอนต่อ คร่อกกกกกก ไปในฉับพลัน

ลืมตาอีกทีเพราะนาฬิกาปลุก 7.30 น. ตามเวลาที่ตั้งไว้ แต่ทั้งเราและอุฮิก็ไม่มีใครอยากลุก (ฮา) เลยเลื่อนเวลาอีก 30 นาที

8 โมงตรง.... นาฬิกาปลุกอีกครั้ง อุฮิงึมงำบอกว่า "กลิ้งต่ออีกหน่อยนะ ยังเช้าอยู่เลย"

ด้วยความที่เราเป็นคนตรงเวลาหิว บวกกับนอนไม่หลับแล้วววว เลยบอกอุฮิให้รีบตื่น เพราะไม่งั้นมันจะยิ่งสายไปมาก ๆ ๆ กว่านี้!

ที่นอนไม่หลับ มันมีสาเหตุ คือหลังจากตื่นมาตอนหกโมงเนี่ย พอกลับไปหลับต่อแล้วฝันร้ายมาก ๆ ฝันร้ายสุด ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ คือฝันว่าพี่เค้าโทรมาทวงงานแล้วอ่ะ! ในฝันเราก็ลนลานมาก แต่ก็ไม่ยอมลุกจากที่นอน แล้วก็ตอบเสียงแหบ ๆ ไปว่า ฮือออ ไม่ทันแล้วค่ะพี่ เอาไว้พรุ่งนี้เช้าได้มั้ย ยื้อตารางออกอากาศไหวมั้ยคะ บลา ๆ ๆ ๆ

ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหมกมุ่นกับงานมาก หรือเพราะจิตใต้สำนึกมันกำลังลงโทษตัวเองอยู่ -"-

อุฮิตื่นแล้วพากันลงไปกินอาหารเช้า ประกอบด้วย
บานอฟฟี่ พาย (ที่เหลือกลับบ้านจากที่ร้านวันนู้นนนน ดีนะยังไม่เน่าคาตู้ กร๊าก)
เครปเค้ก (ที่ซื้อมาดอง หมัก บ่ม ไว้ในตู้เย็นได้ 7 วันพอดี)
สตรอเบอรี่ช็อตเค้กจากอุกิ๊และอุโระ  (สินบนปิดปาก - ตามความเข้าใจของตำรวจโรงพักหมี ๆ)

แล้วก็ไปส่งอุฮิ....ขึ้นแท็กซี่ไปคนเดียว

ส่วนเรา.... มีชะตากรรมที่ต้องรับผิดชอบจากความอู้ของตัวเอง คือเผางานส่ง (พูดว่าเผา แต่ก็ตั้งใจทำนะ ไม่ได้แค่รีบทำลวก ๆ ให้มันจบ ๆ ไปหรอก ก็แค่ไม่เถลไถลแบบเวลาปรกติเท่านั้นเอง)

งานเสร็จก็อาบน้ำ สระผม แต่งตัว กินข้าวเที่ยงที่คุณแม่หิ้วมาฝาก แล้วบึ่งไปงาน เพราะน้องชายผู้น่าสงสารเป็นง่อย + อารมณ์บูด เลยไม่อยากกวนให้ลำบากไปส่ง คิดดูว่ารีบถึงขนาดต้องโบ๊ะหน้าบนรถแท็กซี่กับในรถไฟฟ้าเลยอ่ะ เหอ ๆ

 ---------------------- เมื่อไปถึงงาน -----------------------------

ก่อนอื่น ตอนเดินเบลอ ๆ เข้าไป เจอคนที่คิดว่าใช่ แล้วนึกว่าไม่ใช่ แต่ก็ใช่จริง ๆ นั่นคือ เมะจัง!!! (ภาพยังไม่ได้เอาออกจากกล้อง แง้)

ตอนเดินสวนกันอ่ะ เราเห็นแล้วคิดทันทีว่า เมะจัง! แต่ไม่มั่นใจสายตาตัวเอง เลยรอให้คล้อยหลังไปก่อน แล้วค่อยลองเรียกดู ถ้าใช่ก็คงหันเอง! แต่ถ้าไม่ใช่ ก็ไม่เกิดอะไรขึ้น ฮี่ ๆ ๆ

ปรากฏว่าใช่! เยสสส

โรค(จิต)ชอบเอียงกล้องยังรักษาไม่หาย T.T

ได้ถ่ายรูปมา 2-3 รูป เมะจังยังน่ารักน่าขโมยกลับบ้านเหมือนเดิมนะ อิ ๆ
เสียดายมาไม่ทันตอนยังไม่ถอดชิ้นส่วน
ฮืออออออออ ลูลูชชชชชช (ถ้าหูอื้อ ๆ ตาเบลอ ๆ ของคูประมวลผลไม่ผิด)
ไม่ได้ชอบตัวละครหรอกนะ แต่ชอบคนคอส กร๊าก แบบว่าชอบแบบโชตะ :P

 

พอไปถึงหน้าห้องจัดงาน ก็ต้องงุนงงพิศวงสงสัย กับเสียงต้อนรับเจี๊ยวจ๊าวของอุฮิ อุโระ และอุกิ๊ ที่พูดไปแหกปากหัวเราะไปว่า "ป้าหัวปลาหมึกมาแล้ว ๆ ๆ"  "เฮ้ยเหมือนโคตร"  "โป๊ะเชะเลย"  "กระทืบเท้ามินามิหน่อยยยย"

กว่าจะมาถึงบางอ้อว่าเขาหมายถึงอะไรก็ ก็ปาไปเย็น ๆ นู่น.... งืม ๆ

อ้อ เราเจอเพื่อนร้ากกกกกและสหายด้วย คือ D.M. กับ Vendetta (เรียกซะเต็มยศ เพราะนึกไม่ออกว่าจะเรียกว่าอะไร หงิง ๆ เรียกเค้าท์ดี กับน้องกิ้งก่าก็โดนแซวว่าล้าหลัง ไม่พัฒนา ฮ่า ๆ ๆ ๆ) แล้วก็น้องเซ็ฟ (โดร่าจังงงงงง) โดนทักว่า มาทำไม(เอาป่านนี้) เอิ๊ก.... เขาเก็บของกลับกันหมดแล้ว กรรมของเวร

ผลของการไม่ยอมทำงานให้เสร็จตามกำหนดก็เงี้ยแหละ ฮื้อฮือ เรื่องมันเศร้า~

 

แล้วก็มีเรื่องน่าประทับใจอีกเรื่องหนึ่ง คือตอนเดินเข้าไปที่ห้องจัดงาน เราเห็นคนเสื้อเขียวใส่แว่นคนนึงยืนคุยอยู่กับพวกอุฮิ และคนอื่นอีกสองสามคน.... คิดทันทีค่ะว่า "ใครฟะ หน้าคุ้น ๆ ใครฟะ ใครฟะ ใครฟะะะะ"

แต่ก็ไม่กล้าทัก เพราะกลัวหน้าแตก และคิดว่ามันอาจจะเสียมารยาทถ้าเราไปถามเค้าแบบมึน ๆ นึกไม่ออกด้วยซ้ำว่าเคยเจอเค้าที่ไหนอ่ะนะ เลยได้แต่ซ่อนสายตาไว้หลังกระจกแว่นกันแดดที่ใส่คาไว้บนหน้า แล้วแอบมองโดยเป้าหมายและคนรอบข้างไม่รู้ตัว....

แต่หลังจากนั้น ตอนได้ยินว่าพวกเรากำลังจะออกเดินทางไปกินมื้อเย็น ก็ตัดสินใจทำหน้าด้าน เพราะกะว่าไหน ๆ ตูก็จะกลับแล้ว ไม่มีอะไรให้เสีย ถึงหน้าแตก ก็ไม่ได้อยู่แถวนั้นต่อละ ทุกคนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน ย่อมไม่ต้องแบกรับความอัยอายไว้แม้แต่นาทีเดียว เลยเดินเข้าไปหาเค้า แล้วถามว่า....

"เธอ ๆ ขอโทษนะคะ เรารู้จักกันมาก่อนใช่มั้ย" แล้วเลิกแว่นตาดำขึ้นให้เขาเห็นหน้า

รู้สึกโล่งใจมาก ที่เธอคนนั้นก็พยักหน้า แล้วบอกว่า ใช่ ๆ เราต้องเคยเจอกันแน่ ๆ แต่นึกไม่ออกว่าที่ไหน (แล้วยังพยายามถามเราเกี่ยวกับงานการ์ตูน คงเพื่อช่วยรำลึกความหลัง ว่าเราเจอกันที่งานการ์ตูนใช่มั้ยยยยย)

แต่เราไม่ค่อยไปนี่ งานการ์ตูนอ้ะ....

เราเลยถามเขาว่า "ขอโทษนะ ชื่ออะไรเหรอ"

"เราชื่อ น."

"อ๊ะะะะะ" (ชื่อนี้ ทำให้ปิ๊งทันที) "เราชื่อป. นะ เธอจบจาก***(ชื่อมหาวิทยาลัย)ใช่มั้ย"

ทันใดนั้นทั้งเราและเธอคนนั้นก็ทุบกำปั้นลงในฝ่ามือ แล้วร้องอ๋อออ (ชี้หน้ากัน ยืนอ้าปากค้างอีกต่างหาก)

โอว เพื่อนร่วมคณะค่ะ เพื่อนร่วมคณะ!!!! แต่นอกจากนั้นเรายังเคยไปขลุกอยู่ที่ห้องเขาด้วยอ่ะ เพราะไปคุยกับรูมเมทเขาอ่ะ (ถ้าจำไม่ผิดนะ เพราะเราจำไม่ได้แล้วว่า น. กับ ฝ. เป็นรูมเมทกันหรือเปล่า หรือว่าเราทั้งคู่ต่างก็เป็นแขกจากห้องอื่นเหมือนกัน)

"เอกญี่ปุ่นป่าวอ้ะ!" เราเริ่มจำความได้....

"เปล่า เอกอื่น แต่เราลงเรียนภาษาญี่ปุ่น" น. ก็จำเราได้ ฮ่า ๆ ๆ "ป. เคยไปขลุกอยู่ที่ห้องฝ. บ่อย ๆ ใช่ม้า"

"เอ.... อ่า...."  (แอบลืมไปแล้ว)

"อ่าน Yami No Matsuei ครั้งแรกที่นั่น!!!" โอว น. เธอความจำดีกว่าเราเยอะ

"ใช่แล้ว ใช่ ๆ ๆ ๆ ๆ" (ตอนนั้นกระโดดโลดเต้นใหญ่แล้วค่ะ แทบจะโผเข้ากอดเค้าแล้ว อารมณ์ประมาณเพื่อนเก่าที่พลัดพรากกันไป 8 ปี ฮ่า)

โลกมันกลมเนอะ....

ไม่ค่อยมีอะไรเล่า เพราะไปแบบเบลอ ๆ และกลับแบบเบลอ ๆ

แต่นอกจากนี้ สิ่งที่อยากบันทึกไว้ก็....

- ประทับใจน้อง shizuku เป็นพิเศษ (จริง ๆ ประทับใจตั้งแต่งาน Kokoro แล้ว โดยไม่มีเหตุผลอะไรมารองรับหรอก แค่ถูกใจลักษณะนิสัย บุคลิก และวิธีพูดจาของเค้าอ่ะนะ เรียกว่าบังเอิญรู้สึกถูกชะตาตั้งแต่แรกเจอก็คงได้ แต่มาวันนี้ยิ่งชอบมากขึ้น)

- เซ็น อร่อย! โดยเฉพาะปลาแล่บาง (ที่จกกินฟรีจากจานน้อง shizuku อ่ะ กร๊าก) แล้วก็โอโคโนมิยากิ (ที่ปล้นมาจากโต๊ะฝั่งนู้น อันประกอบด้วย น. กับพี่สาว และคุณ ช.) อ้อ ๆ แล้วก็น้ำซุปอุด้ง ไข่ กับแปะก๊วย (ที่ปล้นมาจากอุโระ) ด้วย อ๊ะ เกือบลืมปลาทอดหน้าตาน่ากลัว (ที่เราไปแย่งมาหน้าด้าน ๆ จากจานอุกิ๊) ฮี่ ๆ ๆ แอ๊ะ อุฮิน้อยใจป่าวฟะ โอ๋ ๆ ๆ อ่ะ กระเทียม หัวไชเท้าขูด แล้วก็มะนาวที่ขอ (แบบไม่รอคำอนุญาต) มาจากอุฮิก็อร่อยเหมือนกันนะ!

- ไปคาราโอเกะ สนุกมาก (ร้องไม่ค่อยได้ เพราะนอกจากจำเนื้อเพลงไม่ได้แล้วยังอ่านญี่ปุ่นไม่คล่องอีก แล้วตัวคันจิก็แทบไม่กระดิกหูเลย แต่บอกตามตรงว่า ไปกับพวกนี้ แค่ดูกับฟังก็มันส์แล้วอ่ะ ชอบ เฮฮาดี)

- ทุกคนน่ารักมาก ถ้ามีโอกาสอยากเจออีกทุกคนเลย จุ๊บ ๆ (ส่งจูบบิน) (แต่ไม่ส่งให้พี่เกท เพราะเดี๋ยวพี่เกทเอาเท้ายันหน้าเรา กรั่ก)

 

อ๊ะ เฮ้ยยยยยยยยยยย

เกือบลืมเล่าเรื่องความซวยที่มากับแมคนักเก็ต -"- 

อุฮิพาซวย เกิดอยากกินแมคนักเก็ต!!! หลังจากที่เนวิเกเตอร์ปลาหมึกเฮงซวยพาไปผิดที่ คือให้ไปแวะที่ที่ไม่มีแมคโดนัลด์สีม่วง พี่เกทต้องวนรถ ฝ่าดงรถติดไป ๆ มา ๆ .... (หนูขอโทษค่ะ TwT) จนถึงที่ที่ซื้อได้ เพราะมันเปิด 24 ชั่วโมง เรากระโดดลงจากรถวิ่งไปซื้อคนเดียว

พอไปถึงเคาเตอร์ก็สั่งอาหาร ตอนที่พนักงานรับออร์เดอร์ ลูกค้าที่ยืนรถหน้าเคาเตอร์อยู่ข้าง ๆ เรา (ดูจากหน้าตาและชื่อแล้ว น่าจะเป็นชาวกรีก) ก็....หันมาทักเรา

บอกว่า "เนคทายสวยดีนาคราบ" แล้วยื่นมือมาจับปลายเนคไทลายเสือดาวที่ผูกอยู่บนคอเรา!! 

เฮ้ยยยยยยยยยยยยยย

Creepy โคตร ๆ

ตูก็แบบ ยิ้มแหย ๆ แล้วกระเถิบออกห่างนิด ทำเป็นล้วงกระเป๋าหาเงินจะจ่ายพนักงาน แต่อาเฮียแกก็ไม่ลดละ ชวนคุยอีก ด้วยสำเนียงฝรั่งพูดไทยไม่ชัดสุด ๆ แล้วคุยอะไรเกี่ยวกับเนคไทเราอีกหลายคำ แต่พอดีเราฟังไม่รู้เรื่อง เลยยิ้มอย่างเดียว (แต่ไม่สบตา มองไปทางพนักงานอย่างใจจดจ่อกับของกิน)

"ทามงานอารายเหรอ"

"Freelance"

"อื๋อ? What's freelance?"

"....well...." กูจะอธิบายยังไงดีฟะ ขี้เกียจพูดมากเฟ้ย!!

"Where do you work?"

"At home." ทำท่าพิมพ์แป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์ เพราะขี้เกียจขยายความด้วยคำพูด (ในใจกำลังคิด.... อะไรกันวะ ทำไมพนักงานจัดของให้ตูไม่เสร็จซะที)

"Wow at home, what are you doing?"

"Translating." (แล้วกูจะไปตอบเขาทำไมวะนี่?!)

"English to Thai?"

"Yeah."

"Your English is very good."

"Thanks."

"Can I have your phone number?"

หาาาาาาาาาา ตอนนั้นตูคงทำหน้าตาประหลาดออกไป เค้าเลยรีบพูดเติมว่า

"My office needs translator. I'll contact you for work."

"Um....I'm very busy, I can't....." แล้วทำท่าไม่สนใจ ไม่อยากคุยอีก

เหลือบดูพนักงานในเคาเตอร์ที่ยืนกันอยู่หลายคน แค่ละคนทำหน้าประมาณว่ากระอักกระอ่วนใจมาก แต่ไม่รู้จะทำยังไง แต่ก็พยายามส่งสายตามองมาช่วย(ให้กำลังใจมั้ง) เอาเหอะ แค่พวกเขายืนหน้าสลอนกันอยู่ตรงนันก็ทำให้เราอุ่นใจพอแล้ว นี่ถ้าร้านมันร้างกว่านี้นะ เราคงวิ่งแล้ว นักก้งนักเก็ตอะไรไม่ให้อุฮิแดกแล้วม่างงงงงงงง

"Oh ok, no number?" เออกูไม่ให้ เราส่ายหน้าตอบเขาเลยหยิบปากกาออกมา เขียนบนเศษกระดาษใบเสร็จ จดชื่อกับ email address ตัวเองให้เรา

เราก็แบบ.... อ๊าก ใครก็ได้มาหิ้วคนนี้ไปไกล ๆ ตูที!!!

ตอนนั้นเตรียมชิ่งแล้ว กะว่าจะรีบเผ่นก่อนเค้าเขียนเสร็จ แต่กว่าจะจ่ายเงิน รับของ รับเงินทอนเสร็จ เขาก็เขียนเสร็จพอดี แล้วยัดเยียดให้กระดาษมา.... เราก็พูดออกไปเลยว่า

"Well, thanks. But I can't promise to contact you." แล้วก็รีบวิ่งออกไปขึ้นรถ

ด้วยความระแวงว่าจะโดนตามมั้ย เราวิ่งไม่เหลียวหลังเลย แล้วขึ้นรถ บอกพี่เกทว่า "ออกรถด่วน!!!!" ทั้งอุฮิกับพี่เกทก็มองเรางง ๆ (แต่ก็บึ่งออกไป) ถามเราเหมือนนึกว่าเรามีเรื่องกับนักเลง หรือฉกของมาแบบไม่จ่ายเงิน (อันนี้พูดเอาขำ กร๊ากกก)

เลยเล่าเรื่องให้ฟัง....

แบบว่า บระเจ้าส์จ๊อดดดดดดด มันทอดไม่สุก!!!!!!!!

เหตุการณ์แบบนี้ทำไมมันต้องมาเกิดกับเรา (ซึ่งในความคิดตัวเองรู้สึกว่าเราหน้าตาไม่น่าจีบเลย) แถมยังเป็นตอนดึกที่หัวยุ่ง หน้ามัน สภาพโทรมเหมือนอีป้าหัวปลาหมึกเพิ่งโดนนักสืบรุมเตะมาไม่มีผิด.... คือสภาพซกมกสุด ๆ ขนาดนี้แล้วยังจะโดนจีบอีกเหรอฟะะะ ตาต่ำโคตร!!! (อย่ามายุ่งกะกรูววววววววว์)

คือเขาอาจจะหาคนแปลเอกสารให้ที่ออฟฟิศจริง ๆ ก็ได้ แต่เราไม่ชอบอ่ะ สัญชาตญาณมันสั่งว่าไม่ให้ไว้ใจคนที่เพิ่งเจอครั้งแรกก็บังอาจมาจับชิ้นส่วนเครื่องแต่งกายของเราแล้ว!

เพื่อน ๆ ทุกคนคงรู้ว่าเราไม่ใช่คนขี้ระแวงหรือกลัวอะไรง่าย ๆ ในทางกลับกันออกจะบื้อและการ์ดต่ำ แต่มาแบบนี้มันรู้สึก creepy มากอ่ะ (บรรยายเป็นภาษาไทยไม่ถูกเลยตู)

เฮ่อ แต่ก็ถึงบ้านอย่างสวัสดิภาพ (ด้วยอานุภาพของอาร์ค แองเจิ้ล และผู้ขับมือชั้นเซียน มีนามกรว่า พี่เกท)

จบการรายงานเพียงเท่านี้

ป.ล. ตอนแรกว่าจะอัพสั้น ๆ แค่พอเอาตัวรอด (อุฮิอาฆาตไว้ ใครไม่อัพรีพอร์ทจะกัดก้นแหว่ง) แต่เขียนไปเขียนมายาวโคตร....

 


 

edit @ 26 May 2008 03:07:15 by Valentino

edit @ 26 May 2008 03:53:57 by Valentino

ที่อยากได้เวลามากกว่านี้ เพราะทุกวันนี้ใช้เวลาสิ้นเปลืองมาก (ฮา) งานที่ควรจะเสร็จใน 7 วัน บางทีเสร็จแบบตาลีตาเหลือกในวันที่ 7 พอดี บางครั้งถ้าเหลวไหลมากหน่อยก็ปาไป 8 หรืออาจถึง 10 วัน (บู่วววว)

ถามว่าเอาเวลาไปทำอะไรหมด?

พักนี้สุขภาพไม่ดี อารมณ์ไม่ดี เลยหากิจกรรมทำ เสริมสุขภาพและผ่อนคลายอารมณ์ค่ะ ทั้งตีแบด (ซึ่งตีทุกสัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 วันมานานเป็นปี ๆ แล้ว) ไปว่ายน้ำ+อบไอน้ำ  (นาน ๆ ครั้ง เมื่อเพื่อนโทรมาชวนและขับรถมารับ) ไปเรียนโยคะสัปดาห์ละ 1 class

แต่จะว่าไปไอ้ที่ว่ามาทั้งหมดนั่นไม่ได้เป็นการใช้เวลาแบบหมดเปลืองเลยนะ เพราะมันมีประโยชน์

ไอ้ที่ทำให้เปลืองน่ะคือการนอน.... นอนกินบ้านกินเมืองจริง ๆ นี่ถ้านอนเกินเวลาแล้วบ้านเมืองแหว่งล่ะก็ ป่านนี้โลกคงแหว่งไปถึงอลาสก้าแล้ว!

แต่ที่ทำให้อยากได้เวลามากกว่านี้ เพราะเริ่มรู้สึกว่าเราละเลยญาติสนิทมิตรสหายมากไปหรือเปล่า เพราะนี่ก็อีกแค่สองสามวันจะถึงวันคล้ายวันเกิด คุณป้า(พี่สาวแม่) ที่เชียงราย ส่งพัสดุมาให้ พร้อมจดหมายสั้น ๆ บนกระดาษ 1 ใบ

คุณแม่บอกว่าให้โทรหาป้าซะ

เราก็งอแง ไม่ค่อยอยากโทร เพราะปรกติก็ขี้เกียจคุยโทรศัพท์ ไม่ชอบคุยโทรศัพท์ และมักจะรำคาญโทรศัพท์อยู่แล้ว แต่ก็นะ.... โทรก็ได้

พอโทรไปแล้วรู้สึกว่า ดีนะที่โทร เพราะคุณป้าสองคนคิดถึงมาก คุยโทรศัพท์ไปก็ร้องไห้ไป (แค่หลานโทรหา ซึ้งขนาดนี้เชียว?)

ก็ทำให้มานั่งสะท้อนถอนใจ ว่าเราละเลยญาติผู้ใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอ?

ส่วนหนึ่งอาจเพราะไม่ได้เจอกันหลายปีเหลือเกิน คิดถึง พอได้ยินเสียงย่อมอดไม่ได้ เผลอน้ำตาซึม อีกส่วนอาจเพราะคุณป้าอายุมากแล้ว อ่อนไหว บ่อน้ำตาตื้น แต่ที่แน่ ๆ เพราะเราห่างเหินเกินไปชัวร์....

ช่วงนี้ใส่ใจตัวเองขึ้นมาก ดูแลสุขภาพตัวเองเคร่งครัดดี พยายามกินข้าวให้ตรงเวลา ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่เหมือนเมื่อก่อน ที่ใช้ชีวิตไม่ถูกสุขลักษณะอย่างแรง

แต่ก็อยากทำให้ดีกว่านี้ คือเผื่อแผ่เวลาและความเอาใจใส่ไปให้ญาติผู้ใหญ่ด้วย

พูดเหมือนง่ายนะ.... แต่ทำยาก ยิ่งนิสัยหาความคงที่ไม่ได้ ไม่เคยทุ่มเทอะไรได้เสมอต้นเสมอปลาย แถมยังไม่ค่อยมีความรับผิดชอบ ไม่มีวินัยกับตัวเองเนี่ย

เอาเหอะ.... ทำยากไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้นี่เนอะ....

 

แล้ววันนี้คุณเอาใจใส่ตัวเองและคนรอบข้างอย่างพอเหมาะหรือยังคะ? 

วันนี้ไม่มีสาระอะไร มาบ่นงอแงเฉย ๆ....

งืม ๆ 

ตั้งแต่ server เก่าล่มสลายไป มีการลงระบบใหม่ (ชาวบ้านชาวช่อง และน้องชายของเราเขาจัดการกันน่ะ เรายืนดูเฉย ๆ ไม่ได้รู้อะไรกับเค้าหรอก) ทำให้ระบบ CGI-bin เปลี่ยนไป เราก็เลยลงโปรแกรม Oekaki (Shi BBS) ใหม่ไม่สำเร็จ.... คือมีบอร์ดขึ้นมา มีที่ให้กดวาด ตัว Java รันได้เรียบร้อย แต่พอกดจะวาดรูปแล้ว อุปกรณ์วาดรูปขึ้นมาไม่ครบ คือกระดานไม่มี มีแต่ปุ่มนู่นนี่ และไม่มีที่ให้เลือกอุปกรณ์วาด ไม่มีที่ให้เลือกขนาดพู่กัน เอิกกกกกกก

ตอนนั้นก็ถ่างตาจนเกือบเช้า แต่เข้าบอร์ดไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะตั้งอะไรผิดไป ตบตีกับมันอยู่นาน จนร้องแง ๆ ไปเขย่าคอเพื่อน ให้เพื่อนเช็คให้ เพื่อนก็ดูให้ แต่ทำไม่สำเร็จ ทำได้แค่ถึงขั้นตอนที่บอกไปด้านบนเท่านั้น

ผ่านมาสามเดือน บอร์ดก็ยังค้างเติ่งอยู่ที่เดิม คือใช้การไม่ได้ แง้

ปัจจุบันไปอาศัย Tegaki e เล่นไปวัน ๆ (แต่ก็ดองอยู่ดี)

แล้วก็ไปเจอบอร์ด Paint Chat ที่ใหม่ ร้างพอควร ลองเข้าไปใช้ดูปรากฏว่าเค้าใช้โปรแกรมของ Poteto ลองแล้วก็ใช้ได้นะ แต่ไม่คล่อง.... คืองมหา tool ไม่ค่อยเจอ เอิก....

รู้สึกว่าใช้โคตรยาก (คือมันเป็นความโง่ส่วนตัวของ User อ่ะนะ) เลยวาดออกมาได้แค่นี้ เซฟกลับมาดูเล่น พร้อมความคิดถึง Oekaki ที่บุกเข้ามาจู่โจมอารมณ์

Photoshop มันก็เจ๋งดีหรอก แต่บางครั้ง บางอารมณ์ เราก็อยากละเลงอะไรด้วยอย่างอื่นบ้างใช่ม่า.... (เช่น วันหนึ่งมีอารมณ์อยากใช้ Open Canvas พอลองใช้แล้วละเลงมันมาก เพราะดินสอของ OC มันให้เส้นสวยและให้อารมณ์เหมือนดินสอจริง ๆ มากกว่า Photoshop เยอะเลย)

อยากได้บอร์ด Oekaki คืนมา แงงงงงงงงง