เมื่อก่อนเคยสงสัย ว่าทำไมถึงมีคนอื่นมาบ่น ๆ แว่ว ๆ ให้ได้ยินหรือได้อ่านว่า สังคมไทยสมัยนี้น้ำใจหายาก ทั้ง ๆ ที่ตัวเราเองไปไหนมาไหนก็เจอคนมีน้ำใจตั้งเยอะตั้งแยะ คือจริงอยู่ที่ว่ามันไม่ใช่ของที่เห็นหรือรู้สึกได้ง่าย ๆ บางครั้งคุณอาจจะไม่รู้ก็ได้ว่าคนรอบข้างคุณมีน้ำใจมากแค่ไหน เพราะบังเอิญเค้าไม่เคยแสดงออกหรือปฏิบัติในสิ่งนั้นให้คุณเห็น... แต่ถ้าลองมองดูดี ๆ แล้ว ในชีวิตประจำวันวันหนึ่ง ๆ คนเราสามารถพบเห็นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้จากผู้คนที่แวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นน้ำใจที่มุ่งตรงมาทางตัวคุณเอง น้ำใจที่คุณเผื่อแผ่ให้คนรอบข้าง หรือแม้กระทั่งน้ำใจที่คนอื่นเขาแบ่งปันให้คนอื่น
จำได้ว่าเมื่อก่อน มีครั้งหนึ่งที่เราพยายามวิ่งไปที่ลิฟท์เพื่อให้ทันก่อนประตูลิฟท์จะปิด แต่มันไม่ทัน.... ประตูลิฟท์ปิดไปแล้วตั้งแต่เรายังห่างออกไปอีกประมาณ 8 วา และด้วยมุมอับของลิฟท์ คนในลิฟท์ไม่มีทางที่จะมองเห็นได้เลยว่ามีอีเด็กบ้าหอบฟางคนหนึ่งกำลังกระหืดกระหอบวิ่งมา.... แต่คนที่ยืนเตร่อยู่แถว ๆ หน้าลิฟท์ (อาจจะรอเพื่อนที่ไปเข้าห้องน้ำ ... เพราะลิฟท์กับห้องน้ำมันอยู่ใกล้ ๆ กัน) เค้าก็รีบกระโดดเข้าไปตะครุบปุ่มเรียกลิฟท์ ทำให้ประตูลิฟท์เปิดอีกครั้ง เราก็เลยขึ้นลิฟท์ทัน โดยที่ไม่ต้องยืนเมื่อยรออีกหลายนาที
เรารู้สึกซาบซึ้งมาก...
ครั้งอื่น ๆ ที่มีคนทำให้เรารู้สึกปลาบปลื้มยินดีกับ "น้ำใจ" ที่คนในสังคมหยิบยื่นให้กันและกันก็มีอีกหลายครั้ง ทั้งมีทั้งเวลาที่เราได้รับน้ำใจนั้นเอง และเวลาที่เราเป็นแค่ผู้เห็นเหตุการณ์ (ซึ่งเห็นแล้วอดไม่ได้ที่ต้องยิ้มแก้มปริ) เพียงแต่มันเป็นแค่เรื่องปลีกย่อยเล็กน้อย จึงจำรายละเอียดไม่ได้ แต่มันก็ทิ้งความประทับใจอันยิ่งใหญ่เอาไว้ในใจเรา ว่าคนมีน้ำใจมีอยู่ทั่วทุกแห่งหน
วันนี้ก็เป็นอีกครั้งที่เราได้สัมผัสกับน้ำใจของคนไทยด้วยกันอย่างชัดเจน เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า มีนัดไปกินข้าวที่ร้านชื่อ โยชิ บนถนนสุรวงศ์ เราไปกับแฟน ซึ่งรู้ทางแค่คร่าว ๆ เท่านั้น แต่ด้วยความที่คนชวนเขาให้ข้อมูลเอาไว้ชัดเจนมาก จึงไปโดยไม่กลัวหลง... พอไปถึงสถานีศาลาแดง ก็ดูป้ายแฟนที่บนสถานี จนรู้แล้วว่าต้องเดินไปทางไหน เราก็เดิน....ทะลุซอยธนิยะไปออกถนนสุรวงศ์ ซึ่งตอนไปถึงเราหาป้ายชื่อถนนไม่เจอ เลยไม่มั่นใจว่าถนนนี้ถูกหรือยัง... ก็พอดีมีผู้ชายผอมก้าง เดินสูบบุหรี่ควันฉุยอยู่คนหนึ่ง (ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็เห็นเค้าชี้โบ๊ชี้เบ๊บอกทางให้กับชาวต่างชาติ 2 คน แถว ๆ นั้น) เค้ารี่เข้ามาถามว่า "หาอะไรอยู่เหรอครับ" เราก็เลยบอกจุดสังเกต (landmark) ที่แฟนเราจำได้ไป... ว่าเราหาโรงแรมมณเฑียรอยู่
เค้าก็บอกค่ะว่า อยู่ถนนเส้นนี้แหละ แต่ต้องไปทางโน้นอีกหน่อย และในจังหวะนั้นผู้หญิงอีกคนที่เดินผ่านมาก็ส่งเสียงสนับสนุน ว่า โรงแรมมณเฑียรอยู่ทางนั้นไม่ไกล ต้องข้ามถนนไปหน่อย
แหม เรานี่ชื่นใจ๊ชื่นใจ ทุกคนกระวีกระวาดอยากช่วยเหลือเรา (แต่ละคนนี่อารมณ์ประมาณว่าแทบจะวิ่งชาร์จเข้ามาถามเลยล่ะ ว่า คุณต้องการความช่วยเหลือรึเปล่า!?!!)
หลังจากนั้นเราก็ไปถึงหน้าตึก CCT ที่เป็นจุดหมาย มีร้านวัตสันอยู่ข้าง ๆ ตึก แต่ตอนไปถึงน่ะ ไม่รู้ค่ะว่ามันคือตึกนี้... เพราะมองจากด้านข้างเห็นแต่ป้ายโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนหรืออะไรสักอย่าง เราก็หยุด เหลียวซ้ายแลขวา มองฟน้าแฟน ว่าจะเอาไง ตึกนี้ถูกหรือเปล่า ... และก่อนที่ใครจะทันได้เดินไปเงยหน้าดูด้านหน้าตึกว่าตึกนี้ชื่ออะไร ก็มีผู้ชายร่างท้วมใส่สูทเดินผ่านมา เค้ารีบหยุดแล้วถามว่า "หาตึกไหนอยู่เหรอครับ" แล้วเค้าก็เป็นผู้ให้คำตอบว่า ตึกนี้แหละคืออาคาร CCT
เราก็ถึงจุดหมายโดยสวัสดิภาพ..
(แต่กว่าจะหาร้านเจอก็ต้องไปถามที่โต๊ะติดต่อ-สอบถาม คุณพี่รปภ. ทั้ง 2 คนก็กระวีกระวาดรีบตอบว่าร้านอาหารร้านที่ว่าอยู่ชั้นใต้ดิน...)
สรุปว่าวันนี้แวะจอดถามเส้นทางมาตลอดทาง กร๊ากกกก
แหม ถึงมันจะเป็นการโชว์โง่ของเราเอง แต่ก็ทำให้เราภูมิใจในสังคมไทย ว่าเปี่ยมไปด้วยผู้คนที่กระวีกระวาดอยากช่วยเหลือคนอื่น รู้สึกดีมาก ๆ เลยค่ะ
ตอนนี้หายสงสัยแล้วว่าทำไมคนไทยถึงบ่นว่าสังคมปัจจุบันหาน้ำใจยากก็แหม คิดสภาพดูสิคะ ว่าสมัยนี้คนเราจะทำอะไรก็พึ่งพาตัวเอง ทำได้รวดเร็ว ฉับไว แล้วมันจะมีช่องหรือโอกาสที่ไหนเหลือให้คนอื่นเขาแสดงน้ำใจอ่ะ เหอ ๆ เราเองก็ใช้เวลาส่วนมากอยู่กับบ้าน ถ้าจะออกไปไหนก็มีคนไปรับไปส่ง หรือถึงไปด้วยตัวเองก็รู้เส้นทางดีอยู่แล้ว... เลยไม่ค่อยต้องพึ่งพาคนแปลกหน้า ก็ย่อมไม่แปลกที่จะไม่ได้เห็นน้ำใจของใคร ๆ
ถ้าอยู่ว่าง ๆ แล้วเหงา อยากได้น้ำใจของคนในสังคมเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิต ลองไปเดิน ๆ ตามริมถนนแล้วมองซ้ายมองขวา ทำหน้าเอ๋อเหมือนหลงทางดูสิคะ หรือจะกางแผนที่ไปด้วยพลางชี้โบ๊ชี้เบ๊กับเพื่อนร่วมทาง เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือก็ได้ รับรองว่าต้องมีคนเสนอตัวเข้ามาช่วยแน่ ๆ ฮ่า ๆ ๆ
ป.ล. ร้านโยชิ ที่ไปวันนี้ บังเอิญมีบุฟเฟ่ต์แบบเดินตักพอดี (ปรกติร้านนี้บุฟเฟ่ต์แบบเซ็ทอาหารกลา่งวัน ต้องสั่งอาหารชุดมากินที่โต๊ะ) ก็เลยกินกันอิ่มหนำ พุงแทบแตก... ด้วยราคาหัวละ 200 บาท อาหารอร่อยมาก ๆ ขอบอก... โดยเฉพาะทงคัทสึ หรือหมูชุปแป้งทอด แบบว่าเขาทอดอย่างหนานุ่ม ถูกใจมาก ๆ แล้วก็มีปลา Gin.... อะไรสักอย่าง (ถามแล้ว แต่ก็ลืมชื่อไปแล้ว) ที่หนังสีแดง ๆ ย่างซีอิ๊ว เนื้อนุ่มหวานมาก แล้วก็ปลาอะไรไม่รู้เนื้อขาว ๆ ย่าง(น่าจะย่างเกลือ) ตอนแรกนึกว่าซาบะ แต่กินแล้วเนื้อมันออกขาว ๆ ฉ่ำ ๆ แล้วก็หวาน ไม่ค่อยเหมือนซาบะ (ดูไม่ออกว่าปลาอะไร เพราะหนังปลาเขาย่างมาแบบเกรียม ๆ ดำ ๆ ไม่เห็นเค้าเดิม แถมยังลืมถามอีกตะหาก...) ฟักทองต้มน้ำตาล (มั้ง... เพราะมันหวาน) ก็อร่อย เรากินไปตั้งหลายชิ้นเพราะติดใจ เทมปุระก็ใช้ได้ (พอดีโง่ ไปหยิบมาแล้ววางไว้จนเย็น เลยไม่ได้ลิ้มรสตอนทอดใหม่ ๆ เลย ฮือ ๆ ๆ) สลัดมันฝรั่งก็ดี
โห.... อะไรจะจิกสั่งแบบนั้น ถ้าเจอแบบนั้นบ้างเราก็คงจ๋อยค่ะ