2007/Apr/26

Entryนี้ตอนแรกให้ชื่อว่า ขุดกรุ 1 : Fictional Reality แต่มันไม่สื่อถึงเนื้อหาเท่าไหร่... เปลี่ยนชื่อดีกว่าเนอะ

..

..

ไปขุดเจอของโบราณเข้า...

เราเอง ถ้าไม่เจอสิ่งนี้ก็คงจำไม่ได้หรอกค่ะว่าตัวเองเคยเขียนไว้ เพราะพออ่านแล้วแม้จะรู้สึกว่าใช่ เราเขียนเองกับมือแน่ๆ..แต่กลับรู้สึกเหินห่างอย่างบอกไม่ถูก แต่ในขณะเดียวกันก็โหยหาอย่างประหลาด อารมณ์ประมาณเจอเพื่อนเก่าที่พลัดพรากกันไป 10 ปีมั้ง... ถึงเพื่อนจะหน้าไม่คุ้นอีกต่อไป แต่เราก็คิดถึงนะ อะไรทำนองนี้ ฮ่าๆ

ส่วน คุณหมาป่าเดียวดาย นั้น ก็คนเดียวกับที่เล่าใน entry ก่อนนู้นแหละค่ะ แต่เรานึกไม่ออกเลยจริงๆนะเนี่ยว่าเคยเรียกเค้าแบบนั้น เมื่อวานตอนขุดเจอแล้วเปิดอ่านครั้งแรก ก็รู้สึกว่าเป็นสรรพนามที่รู้สึกไม่คุ้นเลยแม้แต่น้อย แต่...หลักฐานทนโท่ โอ้ นี่เราความจำสั้นขนาดนี้เลยรึ? หรือว่านี่อาจจะเป็นสาเหตุลึกๆในจิตใต้สำนึก ที่ทำให้เราใช้ชื่อ(ธีม)บล็อกว่า Solitary Wolf ที่พ้องความหมายกัน? เพราะมันคือคำที่คุ้นเคย(โดยที่ตัวเองก็จำไม่ได้)

ไหนๆก็...อ่านแล้วคิดถึงเพื่อน ก็เลยเอามาเขียนต่อ เติมบทในช่วงปัจจุบันนิดหน่อยนะคะ ออกแนวเพ้อๆไปหน่อย คิดซะว่าอ่านเล่นเพลินๆก็แล้วกัน อย่าเอาจริงเอาจังมากนะคะ คนมันเก็บกดแล้วก็เพ้อไปเรื่อย ฮ่าๆๆ

----------------------------------------

Flashback to an afternoon in early February, 2001...

ผมผ่านพ้นขอบเหวมาแล้ว (ซึ่งนับไม่ได้ว่าครั้งที่เท่าไหร่)แต่ตอนนี้ มีเพื่อนคนหนึ่ง และคนรู้จักอีกคนหนึ่ง กำลังเดินไต่ขอบเหวอยู่

เมื่อได้อ่านข้อความของเขาทั้งสองแล้ว หัวใจของผมก็วูบลงไปที่ตาตุ่ม

ผมได้รับสัญญาณ S.O.S. จากเพื่อนของผมเมื่อปลายเดือนมกราคม แน่นอนว่า จดหมายฉบับนั้นทำให้ผมสะดุ้งเฮือก และรีบส่งจดหมายตอบกลับไปอย่างเร่งด่วน... ผมเจ็บใจ ที่ผมช่วยอะไรเขาไม่ได้นอกจากส่งกำลังใจไปทางจดหมาย คำตอบที่เขาตอบกลับมายิ่งบั่นทอนความมั่นใจ(ที่เดิมก็มีเพียงน้อยนิด)ของผมลงไปอีก เขาบอกว่า อย่าเจ็บใจเลย เพราะเขาไม่ได้อยากเกิดมา...ลงท้ายจดหมาย ด้วยภาพนักรบสะพายดาบ กำลังจะเดินจากไปแต่หันกลับมากล่าวคำลา "บ๊ายบาย ชิน"

หัวใจของผมยิ่งวูบหนักกว่าเดิม...

แน่นอนว่า ผมเขียนตอบกลับไป คราวนี้ยาวกว่าเดิม เพราะผมเร่งเขียนถึง 5 หน้า และส่งไปเมื่อบ่ายนี้ ขณะนี้ผมกำลังรอดูผล

ส่วนอีกคน...เป็นคนที่ผมไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นหน้า ผมเห็นข้อความของเขาในโฮมเพจ ของเขา เป็นไดอารี่ ที่พิมพ์อย่างง่ายๆ และสั้นๆ ผมอาจจะวิตกจริตเกินไป...แต่ผมก็ mail ไปหาเขา เนื้อความออกแนวอุปมาอุปไมย เพราะผมไม่ได้กล่าวถึงเขาโดยตรง ไม่ได้ให้กำลังใจเขาโดยตรง

แต่ผมเล่าถึงสัตว์ที่ผมหลงใหลและชื่นชมที่สุด....หมาป่า

A few days later...

ผมดีใจ ที่ผมเชื่อลางสังหรณ์ และสัญชาติญาณของตัวเองอีกครั้ง ผมได้ทำตามที่หัวใจของผมบงการแล้ว และมันก็เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าสมควรอย่างยิ่งซะด้วย เพราะผมกลับไปดูไดอารี่ของ"หมาป่าเดียวดาย"ตัวนั้นอีกครั้ง เขากล่าวถึงe-mailของผม และเขาก็ออกห่างจากปากเหวแล้ว

ผมขนลุกซู่ เมื่อเห็นเขาบรรยายถึงสิ่งที่เขาคิดจะทำ...มันเหมือนกับสิ่งที่ผมเคยคิดไม่มีผิดเพี้ยน...แต่เขาก็เหมือนผม เพราะเขาไม่ได้ทำลงไป

อ๋อ...e-mail ของผม ไม่ได้ฉุดเขาให้พ้นจากปากเหวหรอก เขาเดินออกห่างขอบเหวด้วยตัวของเขาเอง และe-mailของผม ก็เพียงแค่ส่งเสริมให้เขาออกห่างมันมากขึ้นเท่านั้น ความมั่นใจของผมเพิ่มขึ้นมาทันที

ก่อนหน้านี้ ผมแทบจะไม่มีความมั่นใจเอาซะเลย ที่จะช่วยคนสองคนให้พ้นจากขอบเหว โดยที่ไม่ร่วงหล่น หรือกระโดดตามเขาไปด้วย แต่ตอนนี้ ผมมีทั้งความมั่นใจ และกำลังใจเต็มเปี่ยม ถึงแม้ว่าสภาพร่างกายและจิตใจของผมในตอนนี้ไม่เต็มร้อยก็ตาม.....แต่อย่างน้อย สภาพจิตใจของผมก็ประมาณ 80% ซึ่งพอเกินพอที่จะยับยั้งการกระทำสิ้นคิดของตนเอง โดยที่ยังเหลือพลังงานสำรองไว้ใช้ช่วยเพื่อนได้

ผมอยากขอบคุณพวกเขา เพราะความจริงแล้ว ผมเองต่างหากที่เป็นฝ่ายถูกช่วย เพราะถ้าไม่มีเหตุวิกฤตของเขาทั้งสองแบบนี้ ผมก็คงไม่รู้ ไม่เข้าใจถึงความรู้สึกของคนที่จะเหลืออยู่เบื้องหลัง พวกเขาทำให้ผมรู้ ถึงความน่ากลัวของการที่จะเห็นคนอื่นตายไปต่อหน้า....โดยไม่อาจช่วยได้ ผมไม่อยากให้ครอบครัวและเพื่อนๆของผมต้องพบกับความรู้สึกเลวร้าย(ที่ผมนึกว่าผมจะต้องเจอซะแล้ว)เช่นนั้น

ดังนั้น จากนี้ไป ผมจะพยายามมีชีวิตอย่างสดใส และอยู่ให้ห่างจากความตายมากที่สุด...

Flash forward to present days, 2007...

ปัจจุบันนี้ ทั้งความมั่นใจ และความมุ่งมั่นของผม ได้พังทลายลงไปเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

แต่ผมก็กำลังค่อยๆพยายามซ่อมแซมมันขึ้นมาใหม่ แม้ดูท่าทางจะต้องใช้เวลาอีกหลายปี หรืออาจถึงสิบปีก็ตาม

ลางสังหรณ์ของผมคงเสื่อม สัญชาติญาณก็คงขึ้นสนิม และที่สำคัญคือผมคงจะเบาใจและโล่งใจมากเกินไปจนประมาท เพราะในที่สุดนักรบสะพายดาบคนนั้นก็จากผมไป...อย่างไม่มีวันกลับ

เพราะความเหลาะแหละไม่เอาไหนของผมเอง เพราะความไม่รับผิดชอบของผมเอง เพราะความขี้เกียจของผมเอง ที่ทำให้ผมเอาแต่ผัดวันประกันพรุ่ง เอาแต่คิดว่า พรุ่งนี้ไม่สาย แต่แล้ว วันที่ สายไปแล้ว ก็มาเยือนผมจนได้... มิตรภาพของผมได้หลุดลอยไป ในที่ที่เอื้อมไม่ถึง

แม้วันนั้นจะผ่านมานานเกินกว่า 2 ปีแล้ว แต่ความรู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาด เหมือนพื้นเบื้องล่างถล่มลงไป เหมือนกำลังตกดิ่งลงสู่เหวที่ไร้ก้นบึ้ง เหมือนโลกรอบข้างมีแต่ความมืดมิด ซึ่งผมรู้สึกในวันนั้น ก็ยังคงแจ่มชัด และตามกลับมาหลอกหลอนผมอยู่เนืองๆ

ทุกวันนี้แม้บาดแผลจะจางลงแล้ว แม้ความเศร้าจะคลายลงแล้ว แม้ความทุกข์จะเลือนลงแล้ว แต่ถ้ามีใครให้พรวิเศษผม 1 ข้อ ผมจะเลือกได้อย่างไม่ลังเลเลยว่าผมจะขออะไร

ผมอยากได้โอกาสอีกสักครั้ง...

ชั่วชีวิตนี้ ผมทำทุกอย่างตามที่ไตร่ตรองไว้แล้ว ไม่เคยมีครั้งไหนที่ผมหวนเสียใจในสิ่งที่ทำลงไปแล้ว หรือในสิ่งที่ตัดสินใจจะไม่ทำ

แต่เรื่องนั้นเพียงเรื่องเดียว...เพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่ทำให้ผมอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไข

ถ้าหากเราใกล้ชิดกันกว่านี้ ถ้าหากเราคุยกันมากกว่านี้ ถ้าหากผมเป็นคนสม่ำเสมอมากกว่านี้... ถ้าหากเพียงได้คุยกันเป็นครั้งสุดท้าย ผมก็คงจะไม่เจ็บปวดถึงเพียงนี้

แต่จะกี่ร้อยหรือกี่สิบ ถ้า ก็ไม่อาจแก้ไขอดีตได้ เพราะโลกนี้ไม่มีปาฏิหาริย์ประเภทนั้น

ผมจึงได้แต่เดินหน้าต่อไป โดยที่โอบกอดความทรงจำอันเจ็บปวดและขมขื่นนี้ไว้ เป็นเครื่องเตือนใจตนเอง

ผมสาบานกับตัวเองว่าผมจะไม่ทำผิดซ้ำสองอีก เพราะผิดเพียงครั้งเดียวก็เจ็บช้ำเจียนตายแล้ว... ครั้งเดียวก็เกินพอ

----------------------------------------

Entry นี้ overwhelming เกินไปค่ะ ก็เลยคิดเรื่องอื่นที่จะเขียนไม่ออกแล้ว
เอาเป็นว่าจบก่อนนะคะ สุดท้ายนี้ขอฝากข้อความที่คนอื่นพูดเอาไว้(แต่มันโดนใจเรามาก)สักสองสามประโยค เผื่อไว้เป็นข้อคิดค่ะ จะได้ไม่มีใครเดินซ้ำรอยเรา

"ฝากไว้ให้คิดนะครับ วันนี้ เวลานี้ พ่อแม่ พี่น้อง ญาติ เพื่อนสนิท หรือคนที่สำคัญกับเรา ถ้าเขายังอยู่ จงให้เวลา ให้ความสำคัญกับเค้า อย่างน้อยๆ จะได้ไม่รู้สึกผิดในตอนที่เค้าจากไป อย่าไปคิดว่า พรุ่งนี้ มะรื่นนี้ เดือนหน้า ปีหน้า ค่อยทำ ถึงวันนั้นจริงๆ โอกาสอาจจะไม่มีแล้วก็ได้"


edit @ 2007/04/26 12:31:16
edit @ 2007/04/26 12:49:55
edit @ 2007/04/26 12:50:15

Comment

Comment:

Tweet


You cannot avoid the papers composing assignments. However, the writing custom papers service can aid you resolve your papers writing issues.
#12 by Diane30Atkins (193.105.210.41) At 2011-11-26 06:03,
คนเราทำผิดได้แต่ต้องนำมันมาเป็นบทเรียนและแก้ไขนะคะ

เพราะคนที่ไม่เคยทำผิดือคนที่ไม่ทำอะไรเลยไงคะ surprised smile
#11 by ... At 2008-02-25 15:27,
tongue embarrassed double wink
#10 by (58.10.216.119) At 2008-01-11 13:29,
#9 by (83.11.254.195) At 2007-09-22 02:39,
เคยมีครั้งนึงมีคนโทรมาลาตาย ทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้าแต่คุยอยู่บ่อย ๆ เล่นเอาวูบไปเหมือนกัน แต่ก็ไม่เป็นไรไม่ตาย ก็ไม่เข้าใจว่าจะทำอย่างนั้นทำไม แถมบอกอะไรก็ไม่ฟัง ถ้าอยู่ใกล้ อยากจะโบกให้หัวทิ่มซักทีเหอะ
#8 by renkung At 2007-04-28 03:30,
อืม...ล้ำลึก

อ่อ...แว้บมาตอบด้วยครับ (เกือบลืม) เรื่องในบล็อกโดะเคลียร์แล้วครับ (จริงๆ คือแตกหักไปแล้ว )
#7 by = ต้น = At 2007-04-27 08:53,
Hey Moji บ่นไรอะ เยอะ จริงๆ
#6 by Kimji (71.198.78.81) At 2007-04-26 16:26,
Hey Moji บ่นไรอะ เยอะ จริงๆ
#5 by Kimji (71.198.78.81) At 2007-04-26 16:25,
แอบจี๊ดที่ชื่อ ชิน........ ชื่อตรูนี่...

ชอบความรู้สึกที่บรรยายจังอ่ะค่ะ สุดยอดเลย เห็นภาพๆ(เดี๋ยวสิ....เห็นภาพตามที่บรรยายแบบอุปมามันคนละเรื่องกะสิ่งที่เกิดขึ้นนี่)
#4 by shiny At 2007-04-26 15:33,
minesweeper wolf
#3 by karael At 2007-04-26 12:34,
ปะ....ป้าจอย

/me โดนซุ่มโจมตี อ๊ากกกกก

ที่เผลออ่านแบบนั้นเพราะป้าจอยหมกมุ่นในการพนันอ่ะ (เอ๊ะ โซลิแตร์นี่เค้าเล่นเอาเงินพนันกันป่าวหว่า?)
#2 by Valentino At 2007-04-26 12:33,
สารภาพ....
......
.....
....
Solitary Wolf
.....
นู๋ชอบอ่านเป็น Solitaire Wolf

/me กลิ้งๆหลบโมจิ
/me ตะโกนก่อนไป
"entry นี้คือเรื่องเล่าสมัยโมจิยัง หนุ่ม สินะงิ"
/me กลิ้งหนีอย่างไว
#1 by joyka At 2007-04-26 12:30,